คณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา จัดเวทีสัมมนาในหัวข้อ Bangkok 2030 - 2034 : The Next Great Flood "กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2573 กับความเสี่ยงมหาอุทกภัย" เพื่อระดมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประเมินความเสี่ยงและวางรากฐานการป้องกันน้ำท่วมใหญ่ในอนาคต โดยมุ่งเน้นการถอดบทเรียนจากอดีตและเตรียมรับมือกับสภาวะสุดขั้วของสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้นในอีก 4-5 ปีข้างหน้า
การเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า กรุงเทพฯ ในปี 2573 จำเป็นต้องมีมากกว่าเพียงโครงสร้างทางวิศวกรรม แต่ต้องอาศัยการบูรณาการทั้งผังเมือง การปกครอง และความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อลดความสูญเสียจากมหาอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยปี 2554
ถอดบทเรียนปี 2554 สู่ความเปราะบางในปัจจุบัน
"ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์" อนุกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดินด้านภัยพิบัติ วุฒิสภา, อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และอดีตอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะผู้ดำเนินรายการ เปิดเผยว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกหน่วยงานตระหนักถึงความเสี่ยงน้ำท่วมในปี 2030 ซึ่งเป็นแผนระยะยาวที่ต้องเร่งดำเนินการป้องกันตั้งแต่วันนี้ โดยอ้างถึงรายงานจาก IPCC 2023 ที่ระบุว่าอุณหภูมิโลกกำลังเข้าสู่จุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาโลกร้อนทำได้ยากขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ
"ดร. สมเกียรติ” ยกตัวอย่างสำคัญของอุทกภัย ปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1.44 ล้านล้านบาท “ทำให้เห็นว่า "ภัยพิบัติ" จะเกิดขึ้นเมื่อภัยธรรมชาติมาพบกับ "ความเปราะบาง" ของพื้นที่ เช่น ความแออัดของชุมชนและการเปิดรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น ปัจจุบันลุ่มน้ำเจ้าพระยาเผชิญกับความถี่ในการเกิดน้ำท่วมที่มากขึ้น จากเดิมรอบ 30 ปี กลายเป็นเกิดขึ้นเกือบทุกปี
กรุงเทพฯ มีข้อจำกัดทางกายภาพหลายประการ คือ
- สภาพแผ่นดิน: กรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะและสูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเพียงไม่เกิน 1 เมตร ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่ยังมีปัญหาแผ่นดินทรุดตัวที่แก้ไขได้ยาก
- การขยายตัวของเมือง: การสร้างถนนและอาคารขวางทางน้ำ รวมถึงการขยายตัวของชุมชนทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ทำให้เมื่อฝนตกน้ำจะไหลเข้าสู่พื้นที่เร็วขึ้นและระบายออกได้ยาก
- คอขวดระบายน้ำ: แม้จะมีโครงการคลองลัดโพธิ์ช่วยเร่งระบายน้ำ แต่จุดปลายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยามีความลาดชันน้อย ทำให้น้ำไหลออกสู่ทะเลได้ช้าในยามวิกฤต
"เรายังมีช่องโหว่ในการบริหารจัดการน้ำที่ต่อกันไม่ติด แม้จะมีหน่วยงานกลางอย่าง สทนช. แล้ว แต่ความเชื่อมโยงทั้งภายในและภายนอกกรุงเทพฯ ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไขเพื่อให้รับมือกับวิกฤติได้จริง"
ยุทธศาสตร์จัดการ 3 น้ำ
“เจษฎา จันทรประภา” ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ (สนน.) เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 0-2 เมตร หลายพื้นที่ฝั่งพระนครเป็นแอ่งต่ำ ขณะที่ปัจจัยน้ำท่วมหลักมาจาก “3 น้ำ” ได้แก่ น้ำเหนือ น้ำทะเลหนุน และน้ำฝน โดยปัจจุบัน น้ำฝนน่ากังวลที่สุด จากปรากฏการณ์ Rain Bomb และ Urban Heat Island ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในเมือง
กทม. จึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งแนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยาสูง 2.80-3.50 เมตร และอุโมงค์ยักษ์ ระบายน้ำจากพื้นที่ชั้นในสู่แม่น้ำโดยตรง ปัจจุบันเปิดใช้งานแล้ว 4 แห่ง และกำลังทดสอบระบบที่บึงหนองบอนอีก 1 แห่ง ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมย่านอุดมสุขและคลองบางนา
นอกจากอุโมงค์แล้ว กทม. ยังนำนวัตกรรม “Water Bank” หรือถังน้ำใต้ดินขนาดใหญ่มาใช้ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น ใต้ลานกีฬาและสวนสาธารณะบริเวณรัชดาตัดวิภาวดี เพื่อรับน้ำส่วนเกินในช่วง 15 นาทีแรกที่ฝนตกหนัก
ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำยืนยันว่า กทม. ได้เพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำฝนจากเดิม 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เป็น 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีระบบตรวจวัดอัตโนมัติมาใช้ติดตามสถานการณ์น้ำแบบ Real-time กว่า 300 แห่งทั่วเมือง รวมถึงเรดาร์ตรวจอากาศที่สามารถคาดการณ์ฝนล่วงหน้าได้ 3 ชั่วโมง เพื่อความแม่นยำในการปฏิบัติงาน
“เราได้ถอดบทเรียนจากปี 2565 ที่มีฝนตกหนักเกินค่าเฉลี่ยถึง 40% และนำมาปรับปรุงระบบ ปัจจุบันจุดเสี่ยงน้ำท่วมลดลงจาก 481 จุด เหลือ 256 จุด และทุกจุดที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขตามแผนงบประมาณปี 2568”
จี้รัฐ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
“ชูชาติ สายถิ่น” ที่ปรึกษาสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อนิคมอุตสาหกรรมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งสหรัตนนคร โรจนะ ไฮเทค บางปะอิน นวนคร และบางกะดี สร้างความเสียหายรวมกว่า 200,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่าซ่อมเครื่องจักร การขนย้ายวัตถุดิบและสินค้า รวมถึงผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
ภาคอุตสาหกรรมจึงเร่งปรับตัว ทั้งสร้างคันกั้นน้ำ ติดตั้งระบบสูบน้ำ และยกเครื่องจักรให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันบางส่วนตัดสินใจย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่เสี่ยงต่ำ เช่น ภาคตะวันออก
“ความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนระยะ 15-20 ปี อยากเรียกร้องให้ภาครัฐเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ การพยากรณ์ฝน อ่างเก็บน้ำ และเส้นทางระบายน้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
เสี่ยงน้ำท่วมใหญ่ปี 2573
“รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์” ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลกำลังเผชิญปัจจัยแบบ “Compounding” ที่ทำให้น้ำท่วมรุนแรงขึ้น ทั้งปริมาณฝนสะสม 6 เดือนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.47 และระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเฉลี่ย 1.3-2.3 เซนติเมตรต่อปี จากภาวะโลกร้อนและปัญหาแผ่นดินทรุดตัว
จากการใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลล่าสุด พบว่า ช่วงปี 2573-2577 จะเป็นช่วงเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วมใหญ่ โดยเฉพาะปี 2574 ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ขณะที่ปริมาณน้ำหลากในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอาจเพิ่มขึ้น 20-25% ภายในปี 2573 หากไม่มีมาตรการรองรับ
“รศ.ดร.เสรี” เสนอแนวทางรับมือผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การเตือนภัยเชิงรุก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบยืดหยุ่น และมาตรการปรับตัวระยะยาว โดยมองว่าการสร้างกำแพงกั้นน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะกรุงเทพฯ พึ่งพาเครื่องสูบน้ำเป็นหลัก ซึ่งมีขีดจำกัดในการรองรับน้ำปริมาณมาก
กางแผนแม่บท 9 โครงการ
“ชยันต์ เมืองสง” เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยแผนบูรณาการจัดการน้ำ โดยชู 9 แผนหลักและโครงการคลองระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ท่ามกลางความท้าทายจาก Climate Change
หนึ่งในโครงการสำคัญคือ บางบาล-บางไทร ที่คืบหน้าแล้วกว่า 66% คาดเสร็จปี 2573 โดยจะเพิ่มศักยภาพระบายน้ำจาก 1,200 เป็น 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อช่วยลดน้ำท่วมใน จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก เพิ่มขีดความสามารถระบายน้ำจาก 120 เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อตัดยอดน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม โครงการยังเผชิญอุปสรรคทั้งการเวนคืนที่ดิน การรื้อย้ายสาธารณูปโภค และขั้นตอน EIA
คันกั้นน้ำ 2 ชั้น-ป่าชายเลน
"จิรัฏฐ์ จุฑาธรรมภรณ์" ภูมิสถาปนิกและผู้เชี่ยวชาญด้านคันป้องกันน้ำทะเล เสนอแนวคิด “คันกั้นน้ำ 2 ชั้น” ควบคู่การฟื้นฟูป่าชายเลน
ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนข้อมูลสถิติเดิมไม่สามารถใช้คาดการณ์อนาคตได้อีกต่อไป จึงต้องออกแบบโครงสร้างป้องกันน้ำรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับบริบทของไทย ไม่ใช่คัดลอกโมเดลต่างประเทศทั้งหมด
การสร้างคันกั้นน้ำแบบ 2 ชั้น ลักษณะโค้งมนแทนแนวตรง โดยพื้นที่ระหว่างคันทั้งสองจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่หน่วงน้ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่างน้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน พร้อมพัฒนาเป็นป่าชายเลนเพื่อสะสมตะกอน อนุบาลสัตว์น้ำ และเสริมความมั่นคงทางอาหาร


