เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2019 สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด เปิดตัว “โครงการกรีนริยาด” (Green Riyadh Project) โครงการปลูกป่าในเมืองโดยตั้งเป้าปลูกต้นไม้ 7.5 ล้านต้นเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว 16 เท่า เป็นหนึ่งในสี่โครงการยักษ์ใหญ่ของกรุงริยาดที่มุ่งเน้นการพลิกโฉมเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบียให้กลายเป็นมหานครที่ยั่งยืนและน่าอยู่
ก้าวเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก
ภายใต้การริเริ่มของจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 (Saudi Vision 2030) การดำเนินงานอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการระดับสูงที่นำโดยมกุฎราชกุมาร และบริหารจัดการโดยคณะกรรมาธิการหลวงเพื่อกรุงริยาด (RCRC)
เป้าหมายสูงสุดคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวต่อประชากรจาก 1.7 ตารางเมตร เป็น 28 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นถึง 16 เท่าภายในปี 2030 นอกจากนี้ยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวรวมของเมืองจาก 1.5% เป็น 9% ซึ่งจะช่วยยกระดับการจัดอันดับของกรุงริยาดให้เป็นหนึ่งในเมืองที่ดีที่สุดสำหรับการอยู่อาศัยของโลก
“ริยาด” (Riyadh) ในภาษาอาหรับแปลว่า “สวน” หรือ “ทุ่งหญ้า” แต่การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วทำให้พื้นที่สีเขียวลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 2% การกลับมาปลูกป่าในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการฟื้นคืนอัตลักษณ์ดั้งเดิมของเมืองขึ้นมาใหม่
โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศเมืองที่สมบูรณ์ นับเป็นโมเดลสำหรับการเปลี่ยนผ่านเมืองในสภาพภูมิอากาศที่สุดขั้วไปสู่ความเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โครงการกรีนริยาดครอบคลุมพื้นที่กว่า 545 ตารางกิโลเมตร ทั่วกรุงริยาด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปลูกต้นไม้ 7.5 ล้านต้น โดยเน้นการใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่ทนต่อความแห้งแล้ง ถึง 99 ชนิด เช่น ต้นกาฟ อะคาเซีย และซิดร์ ซึ่งสามารถเติบโตได้ดีในความร้อนสูงและใช้น้ำน้อย ซึ่งจะปลูกในสวนสาธารณะขนาดใหญ่ 43 แห่ง รวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ ในชุมชน ได้แก่ โรงเรียนกว่า 5,939 แห่ง มัสยิด 4,500 แห่ง สถานพยาบาล 387 แห่ง และพื้นที่ว่างเปล่าอีกกว่า 4,515 แห่ง เพื่อให้สีเขียวเข้าถึงทุกภาคส่วนของสังคม
ระบบชลประทานอัจฉริยะ เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้เป็นไปได้ โดยมีความยาวกว่า 1,350 กิโลเมตร ระบบนี้มีความสามารถในการส่งน้ำได้ถึง 1.7 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยมุ่งเน้นการใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้ว 100% เพื่อลดการใช้น้ำบาดาลอันมีค่า
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งเรือนเพาะชำที่สามารถผลิตกล้าไม้มากกว่า 3 ล้านต้นต่อปี และธนาคารเมล็ดพันธุ์ เพื่อรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายตัวของโครงการอย่างยั่งยืนในระยะยาว
โครงการยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีการออกกฎหมายและมาตรการควบคุมเมืองเพื่อส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในโครงการภาครัฐและเอกชน รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่พลเมืองเกี่ยวกับการดูแลรักษาต้นไม้ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดี
คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
โครงการนี้สามารถลดอุณหภูมิของอากาศลงได้ 1.5-2 องศาเซลเซียสในระดับเมือง และในพื้นที่ที่มีการปลูกป่าหนาแน่น อุณหภูมิพื้นผิวที่สะท้อนออกมาอาจลดลงได้ถึง 8-15 องศาเซลเซียส ช่วยบรรเทาปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองได้เป็นอย่างดี
ในด้านคุณภาพอากาศ ต้นไม้เหล่านี้จะช่วยลดระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 3-6% พร้อมทั้งเพิ่มปริมาณออกซิเจนและความชื้นในอากาศ นอกจากนี้ แนวต้นไม้ในเขตเมืองยังช่วยกรองฝุ่นละอองและมลพิษในอากาศได้สูงถึง 60% ช่วยให้ชาวเมืองได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น
คาดว่าโครงการกรีนริยาดประเมินว่าจะมีมูลค่าราว 19,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 โดยมีปัจจัยหลักมาจากค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่ลดลง มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น และการประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ย 650 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี จากความต้องการการทำความเย็นที่ลดลง
โครงการตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ สวนสาธารณะคิงอับดุลอะซีซ (King Abdulaziz Park) ที่มีพื้นที่กว่า 4.3 ล้านตารางเมตร และสวนสาธารณะดาห์รัต นามา (Dhahrat Namar Park) ซึ่งเป็นเส้นทางสีเขียวยาว 35 กิโลเมตร พื้นที่เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการเดินและการปั่นจักรยาน โดยตั้งเป้าให้ชาวเมืองเดินมากกว่า 6,000 ก้าวต่อวัน
ดังนั้น โครงการกรีนริยาด เป็นการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาเมืองในอนาคต ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมและการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ในสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งและท้าทายที่สุด โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่โลกได้
ที่มา: Happy Eco News, Imtilak, RCRC, The Times of India

