งานเสวนา “รู้น้ำ รู้อากาศ 2569” เผยแนวโน้มเอลนีโญทำน้ำต้นทุนลดลง 14% เสี่ยงท่วม 64 จังหวัด แล้ง 58 จังหวัด และมี 43 จังหวัดเสี่ยงทั้งคู่ รัฐบาลบูรณาการข้อมูลผ่าน 9 มาตรการ เน้นชุมชนจัดการตนเอง
งานเสวนา “รู้น้ำ รู้อากาศ : คาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569” จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2569 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเตรียมความพร้อมและสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำล่วงหน้าให้ทุกภาคส่วนได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและวางแผนบริหารจัดการน้ำได้อย่างทันท่วงที
ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กล่าวว่า “สสน. เป็นคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติได้บูรณาการข้อมูลจาก 56 หน่วยงาน เพื่อชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมล่วงหน้า โดยมุ่งหวังให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายภาคประชาชนในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง”
ขณะที่ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ให้ความสำคัญกับข้อมูลน้ำในฐานะตัวแปรสำคัญของเสถียรภาพเศรษฐกิจและสังคมในยุคที่ภูมิอากาศผันผวน เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับวิกฤติน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถช่วยลดความสูญเสียให้แก่ชุมชนได้จริง
“ข้อมูลน้ำในวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อ การเติบโตของ GDP และการวางแผนห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรทั่วประเทศ” พร้อมทั้งชื่นชมการบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงระดับประเทศที่แท้จริง
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม ธนโรจ วรรัตน์ประเสริฐ ผู้แทนเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำเสนอ 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2569 ที่มุ่งเน้นการแจ้งเตือน ประเมินคาดการณ์ และชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงการเตรียมความพร้อมของอาคารชลประทาน คันกั้นน้ำ และการจัดตั้งกองอำนวยการน้ำแห่งชาติเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์แบบ Single Command เพราะประเทศไทยจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ต้นฤดูฝนเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งถัดไป เนื่องจากมีอ่างเก็บน้ำบางแห่งที่มีความเสี่ยงน้ำน้อย
“เราเน้นไปที่การแจ้งเตือนและประเมินคาดการณ์ โดยใช้เครื่องมือบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าทั้งระยะสั้นและระยะกลางให้ชัดเจนที่สุด”
ขณะที่ ชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ ผู้แทนอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้อธิบายถึงกรอบการจัดการความเสี่ยงสาธารณภัยที่ครอบคลุมทั้งการลดความเสี่ยง การจัดการในภาวะฉุกเฉิน และการฟื้นฟู โดยมีการแบ่งระดับภัยเป็น 4 ระดับเพื่อให้การบัญชาการเหตุการณ์เป็นไปอย่างมีระบบตามกฎหมายและแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
อีกทั้งเน้นย้ำถึงการเตรียมพร้อมในระดับพื้นที่ผ่านการฝึกซ้อมแผนอพยพและการจัดเตรียมศูนย์พักพิงให้พร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ท่านได้กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการทำงานว่า
“เรามุ่งเน้นการลดความเสี่ยงเดิมและป้องกันความเสี่ยงใหม่ด้วยมาตรการต่าง ๆ ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการฝึกซ้อมในทุกระดับ เพื่อทดสอบความพร้อมทั้งด้านบุคลากรและเครื่องมือในการบูรณาการร่วมกันเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ”
สำหรับการเจาะลึกคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงใน 6 เดือนข้างหน้า ดร.วรวิทย์ มีสุข และ ดร.ฐกลพัชร์ ชำพึ่งสน จากฝ่ายนวัตกรรมสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สสน. ได้วิเคราะห์ข้อมูลฝนสะสม พบว่า สถานการณ์น้ำในอีก 6 เดือนข้างหน้า (พฤษภาคม–ตุลาคม 2569) มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะ “เอลนีโญ” ซึ่งส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนในภาพรวมลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ในช่วงเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูฝนจะมีฝนตกในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่หลังจากนั้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมจะเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง ทำให้ปริมาณฝนลดลง ก่อนที่ฝนจะกลับมาตกหนักกระจายตัวในทุกภูมิภาคอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูกาลที่มรสุมมีการเปลี่ยนทิศทาง
จากการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงพบว่ามีจังหวัดที่เสี่ยงน้ำท่วม 64 จังหวัด และเสี่ยงภัยแล้ง 58 จังหวัด โดยมีถึง 43 จังหวัดที่เผชิญความเสี่ยงทั้งท่วมและแล้งในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งมักเป็นพื้นที่บริเวณเชิงเขาหรือพื้นที่สูงที่น้ำมาเร็วและไม่สามารถเก็บกักน้ำได้
สำหรับสถานการณ์น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่งทั่วประเทศ คาดการณ์ว่าจะมีน้ำเหลือเพียง 75% ซึ่งน้อยกว่าปี 2568 ประมาณ 14% โดยมีเขื่อน 5 แห่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีน้ำน้อย ได้แก่ เขื่อนคลองสียัด เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนรัชชประภา
ทั้งนี้ ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ทั้งในด้านน้ำท่วมและน้ำแล้ง ส่วนภาคใต้ความกังวลจะอยู่ที่บริเวณชายฝั่งตะวันตกที่จะมีฝนตกหนักกระจุกตัว
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการทั้งสองกล่าวว่า การคาดการณ์ไม่ใช่การบอกว่าจะเกิดขึ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่มีประโยชน์คือทำให้เรารู้ล่วงหน้าว่าอาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้เราสามารถรับมือและเตรียมตัวกับมันได้อย่างดีที่สุด
ในส่วนของการเตรียมความพร้อมภาคประชาชน วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้แชร์ประสบการณ์การทำงานร่วมกับเครือข่ายเตือนภัยชุมชน 19 แห่งทั่วประเทศ เพื่อติดตั้งสถานีโทรมาตรบนที่สูงซึ่งช่วยในการแจ้งเตือนภัยน้ำหลากได้ล่วงหน้า ท่านเสนอให้มีการระบุพิกัดกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้พิการด้วยระบบ GPS เพื่อให้ทีมกู้ภัยเข้าถึงได้อย่างถูกต้องแม้ในช่วงน้ำท่วมสูง
“ความสามัคคีและการเตรียมพร้อมอย่างเป็นจังหวะจะโคนจะช่วยสร้างกำลังใจให้ชุมชน เพราะสุดท้ายแล้วชุมชนต้องพึ่งตนเองให้ได้ เนื่องจากไม่มีใครตามไปช่วยได้ทันเท่ากับคนในชุมชนช่วยกันเอง” วีระศักดิ์กล่าว
สอดคล้องกับ วิชัย ณสุวรรณโน ผู้แทนผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการจัดการภัยพิบัติตามบริบทภูมินิเวศของตนเอง พอช. ได้วางเป้าหมายสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติภาคประชาชนให้ครอบคลุม 1,000 ตำบล ภายในปี 2570 ผ่านการจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติและพัฒนาแกนนำชุมชนให้มีความรู้ในการใช้ข้อมูล
“เราอยากเห็นชุมชนเปลี่ยนบทบาทจากผู้ที่ตั้งรับหรือผู้ได้รับผลกระทบ ให้ลุกขึ้นมาเป็นแกนสำคัญในการขับเคลื่อนและจัดการกับภัยพิบัติในพื้นที่ด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐได้อย่างมหาศาล” วิชัยกล่าว
ช่วงสุดท้ายของงานได้มีการเปิดตัวเครื่องมือสู้ภัยน้ำ ThaiWater New Version โดยปิยะพงษ์ โรจน์นภาลัย ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล สสน. ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ที่ออกแบบตามความต้องการของผู้ใช้งานจริง โดยมีฟีเจอร์เด่นคือ “Near Me” ที่ช่วยให้ประชาชนติดตามสถานการณ์รอบตัวได้ง่ายขึ้น และสามารถตั้งเกณฑ์การแจ้งเตือนเฉพาะบุคคลเพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวก่อนถึงจุดวิกฤติ ทั้งนี้แอปพลิเคชันโฉมใหม่จะเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานครั้งแรกในวันที่ 6 มิถุนายน 2569

