วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จับตา เอลนีโญ รุนแรงปลายปี 2569 เตือนฝนแกว่ง-ภัยร้อน-เสี่ยงน้ำต้นทุนข้ามปี

จับตา เอลนีโญ รุนแรงปลายปี 2569 เตือนฝนแกว่ง-ภัยร้อน-เสี่ยงน้ำต้นทุนข้ามปี

ประเทศไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพอากาศรุนแรงอีกระลอก หลังการพยากรณ์จากหลายองค์กรคาดว่าปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มพัฒนาเข้าสู่ระดับ “แรงถึงแรงมาก” ในช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องต้นปี 2570 ส่งผลให้หลายพื้นที่เสี่ยงฝนแปรปรวน ฝนทิ้งช่วง ภัยร้อน และปัญหาน้ำต้นทุนไม่เพียงพอสำหรับฤดูแล้งปีหน้า ท่ามกลางสัญญาณอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องและความผันผวนของสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นจากภาวะโลกรวน

“รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช” อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยสถานการณ์น้ำท่วมน้ำแล้งล่าสุด ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า ไทยต้องจับตาปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีแนวโน้มพัฒนาอย่างรวดเร็ว และอาจมีกำลัง “แรงถึงแรงมาก” ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ส่งผลให้สภาพอากาศของไทยมีความแปรปรวนสูง ทั้งฝนทิ้งช่วง ภัยร้อน และความเสี่ยงน้ำต้นทุนไม่เพียงพอสำหรับฤดูแล้งปีหน้า

ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางของยุโรป (ECMWF) และศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐฯ หรือ NOAA ชี้ตรงกันว่า เอลนีโญกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากช่วงปลายปีนี้ ขณะที่แบบจำลองสภาพอากาศหลายสำนักทั่วโลกประเมินว่า ภาวะดังกล่าวอาจยืดเยื้ออย่างน้อยถึงเดือนพฤษภาคม 2570

"รศ.ดร.วิษณุ" ระบุว่า ความน่ากังวลสำคัญไม่ใช่เพียงปริมาณฝนที่ลดลง แต่คือความไม่สม่ำเสมอของฝน ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่เผชิญฝนตกหนักเฉียบพลันจนน้ำท่วม ขณะที่หลายพื้นที่อาจเผชิญฝนทิ้งช่วงยาวนานและขาดน้ำในเวลาเดียวกัน

สำหรับช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 คาดว่าพื้นที่ภาคตะวันตก ภาคเหนือบางส่วน และภาคใต้ตอนบน จะมีฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ แต่ในเดือนกรกฎาคม ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคอีสานตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน ต้องเฝ้าระวังฝนกระจายตัวไม่สม่ำเสมอและต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ขณะที่ช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ซึ่งถือเป็นช่วงสำคัญต่อการสะสมน้ำต้นทุนของประเทศ สัญญาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเริ่มชัดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคตะวันออก หากไม่มีพายุเข้ามาเติมน้ำ อาจทำให้ปริมาณน้ำสะสมปลายฤดูต่ำกว่าที่คาดการณ์ และกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในปี 2570

ด้านภาคใต้ถูกประเมินว่าเสี่ยงฝนทิ้งช่วงตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2569 และยังต้องเตรียมรับมือฝุ่นควันข้ามแดนจากอินโดนีเซียในช่วงกรกฎาคม-กันยายน ขณะที่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นฤดูฝนใหญ่ของภาคใต้ มีโอกาสเกิดฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยและเสี่ยงน้ำท่วมในหลายพื้นที่

นอกจากนี้ แบบจำลองของ IRI มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ยังชี้ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายน-พฤศจิกายน 2569 ส่งผลให้การระเหยของน้ำเพิ่มขึ้น ความต้องการใช้น้ำสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตร ปศุสัตว์ รวมถึงสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะแรงงานกลางแจ้ง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

"รศ.ดร.วิษณุ" แนะให้ทุกภาคส่วนเตรียมรับมือทั้ง “น้ำท่วมและน้ำแล้ง” ไปพร้อมกัน โดยต้องเร่งเก็บกักน้ำเมื่อมีฝน แต่ขณะเดียวกันต้องเปิดทางระบายน้ำเมื่อเกิดฝนหนักเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนเกษตรกรควรรอให้ฝนตั้งหลักก่อนตัดสินใจปลูกพืชใช้น้ำมาก ขณะที่ภาครัฐควรเริ่มวางแผนบริหารจัดการน้ำข้ามปีและควบคุมความเสี่ยงการทำนาปรังตั้งแต่ขณะนี้

ทั้งนี้ “เอลนีโญ” ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีน้ำท่วม แต่หมายถึงสภาพฝนที่แปรปรวนมากขึ้น ฝนทิ้งช่วงยาวขึ้น อากาศร้อนขึ้น และน้ำต้นทุนปลายฤดูอาจไม่เพียงพอ ขณะเดียวกัน แม้ปริมาณฝนเฉลี่ยจะต่ำกว่าปกติ แต่ฝนตกหนักเพียง 1-3 วัน ก็ยังสามารถก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มได้เช่นกัน