วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2569

Login
Login

รัฐสภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านฉลุย 611 เสียง เดินหน้าจัดการมลพิษ

รัฐสภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านฉลุย 611 เสียง เดินหน้าจัดการมลพิษ

รัฐสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย หลังที่ประชุมร่วมกันพิจารณาและลงมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ผลการลงมติที่ปรากฏบนจอประชุมรัฐสภา เวลา 16.19 น. ระบุว่า มีผู้ลงมติทั้งหมด 615 คน เห็นด้วย 611 เสียง ไม่เห็นด้วย 3 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่มีผู้ไม่ลงคะแนนเสียง

การผ่านร่างกฎหมายครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลต่อปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตในหลายพื้นที่ของประเทศต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยร่างกฎหมายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการจัดการปัญหา จากแนวทางแก้ไขเฉพาะหน้าไปสู่การกำหนดโครงสร้างบริหารจัดการระยะยาว

สาระสำคัญของแนวคิดในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ครอบคลุมทั้งการรับรองสิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาด การกำหนดกลไกบริหารจัดการมลพิษทางอากาศ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ รวมถึงกลไกด้านการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การพัฒนาที่ปล่อยมลพิษต่ำมากขึ้น

แหล่งข่าวจากฝ่ายที่ผลักดันกฎหมายระบุว่า การผ่านร่างกฎหมายครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารต่อประเด็นสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยมีการขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีที่ร่วมสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว

"รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช" อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า หากกฎหมายสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจช่วยเพิ่มความชัดเจนในการกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ และการใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจูงใจภาคธุรกิจให้ลดการปล่อยมลพิษมากขึ้น

ในภาคธุรกิจ กฎหมายฉบับนี้อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการบางอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะภาคพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต และภาคเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเผาในที่โล่ง ขณะที่อีกด้านหนึ่งอาจเปิดโอกาสต่อธุรกิจเทคโนโลยีสะอาด พลังงานสะอาด และตลาดคาร์บอนในอนาคต

สำหรับภาคประชาชน การมีกรอบกฎหมายเฉพาะด้านอากาศสะอาดอาจช่วยเพิ่มกลไกการคุ้มครองสุขภาพ และสร้างความชัดเจนเรื่องสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศ รวมถึงมาตรการรับมือในช่วงวิกฤตมลพิษ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ยังต้องติดตามรายละเอียดของกฎหมายลำดับรอง มาตรการบังคับใช้ และความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะสามารถผลักดันให้เป้าหมายด้านอากาศสะอาดเกิดขึ้นได้จริงมากน้อยเพียงใด ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป