ในงานเสวนา Water Resilience Center 2/2026 ภายใต้หัวข้อ "Water Economy" พลิกน้ำ สร้างชาติ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ฯ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ (Closing Keynote) ในหัวข้อ “พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย”
เพื่อชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับเปลี่ยนทัศนคติและโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าน้ำไม่ใช่เพียงแค่ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่คือตัวขับเคลื่อนจีดีพี (GDP) และคุณภาพชีวิตที่สำคัญที่สุดของประเทศ ซึ่งหากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถเปลี่ยนจากสภาวะ “รอด” จากภัยพิบัติ ไปสู่ความ “รวย” ทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต
เมื่อการเยียวยาไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน
“รุ่งโรจน์” เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบเดิมที่ไทยทำสืบต่อกันมานานหลายสิบปี ซึ่งมักจะเป็นการแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์หรือเน้นการเยียวยาหลังเกิดเหตุ ผลลัพธ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พึงพอใจกับสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้น ทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งที่สลับกันสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง
“โจทย์ด้านการจัดการน้ำในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครที่มีการพยากรณ์ว่าจะเป็นเมืองที่ร้อนที่สุดในอาเซียนในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ความร้อนที่เพิ่มขึ้นมักนำมาซึ่งความแห้งแล้ง แต่ในขณะเดียวกัน ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันก็ยังคงเป็นภัยคุกคาม เช่น กรณีน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดเชียงราย หากประเทศไทยยังคงติดอยู่กับวงจร ท่วมเยียวยา แล้งเยียวยา โดยไม่เปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การบริหารข้อมูล และโครงสร้างการจัดการ ประเทศจะไม่สามารถหลุดพ้นจากวิกฤติได้”
น้ำในฐานะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ในมุมมองของ Water Economy “รุ่งโรจน์” ชี้ให้เห็นว่าทรัพยากรน้ำมีความสัมพันธ์โดยตรงกับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ดังนี้
- ภาคเกษตรกรรม: จากข้อมูลพบว่าพื้นที่เกษตรกรรมที่มีระบบการจัดการน้ำที่ดีและมีน้ำเพียงพอในเวลาที่เหมาะสม สามารถเพิ่มผลผลิตได้มากกว่าพื้นที่ที่พึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียวถึง 20% การมีน้ำที่พร้อมใช้เปรียบเสมือนการพลิกชีวิตของเกษตรกร เพราะช่วยลดต้นทุนในขณะที่เพิ่มรายได้จากผลผลิตที่สูงขึ้น
- ภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีอนาคต: ย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้เพราะความมั่นใจในทรัพยากรน้ำที่มีปริมาณมากและราคาถูก แต่ในปัจจุบัน โจทย์เปลี่ยนไปเมื่อไทยต้องการดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Data Center หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานและน้ำสูงมาก ข้อสังเกตคือ ไทยมีความพร้อมด้านทรัพยากรน้ำเพียงพอที่จะรองรับความต้องการสะสมของนักลงทุนเหล่านี้แล้วหรือไม่
- ภาคการท่องเที่ยวและบริการ: ประเทศไทยพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่หากโรงแรมหรือแหล่งท่องเที่ยวขาดแคลนน้ำสะอาดหรือต้องเผชิญกับน้ำท่วมซ้ำซาก จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง การมีน้ำสะอาดเข้าถึงทุกพื้นที่จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ
"น้ำข้ามจากติดลบเป็นบวกได้ ผมเรียกว่าเป็น Exponential คือถ้าน้ำขาดหรือน้ำท่วม เศรษฐกิจจะติดลบทันที แต่ถ้ามีน้ำที่มีคุณภาพดีและเพียงพอ ผลประโยชน์ที่จะตามมาจะมีมูลค่ามหาศาล"
3 ปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จ
เพื่อให้เกิดการปฏิรูปตามแนวคิด Water Economy “รุ่งโรจน์” ได้เสนอ 3 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวตัดสินความสำเร็จของประเทศ
1. ฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติที่เป็นเอกภาพ: ประเทศไทยจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลน้ำที่อยู่บนมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ข้อมูลต้องมีความทันสมัยแบบเรียลไทม์ ครอบคลุมทั้งปริมาณน้ำ ระดับน้ำ สภาพอากาศ และระดับน้ำทะเล เพื่อใช้เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการลงทุน การมีข้อมูลที่แม่นยำจะช่วยให้เราคาดการณ์ฉากทัศน์ต่าง ๆ ได้ว่าหากเกิดฝนตกหนักหรือภัยแล้งรุนแรง จะต้องลงทุนในจุดใดจึงจะคุ้มค่าที่สุด
2. การสร้างชุมชนน้ำอัจฉริยะ: การจัดการน้ำที่ได้ผลต้องเกิดจากภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมและมีความรู้สึก “หวงแหน” ทรัพยากรน้ำ สร้างการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วัยเด็ก ให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง นโยบายระดับชาติอาจเป็นกรอบการทำงาน แต่การลงมือทำจริงต้องเกิดขึ้นในระดับพื้นที่ผ่านชุมชนที่เข้มแข็ง
3. การปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ: ปัญหาสำคัญของการมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำมากเกินไป โดยปัจจุบันมีถึง 40 กว่าหน่วยงาน เพิ่มขึ้นจากอดีตที่มีประมาณ 30 หน่วยงาน การที่มีผู้รับผิดชอบมากเกินไปมักนำไปสู่ภาวะ “ไม่มีใครรับผิดชอบจริง” เมื่อเกิดปัญหา
"ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมี Policy Integration หรือการบูรณาการนโยบายควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างหน่วยงานให้ลดความซับซ้อน เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีความคล่องตัวและชัดเจนเหมือนในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ญี่ปุ่น หรือจีน"
ถอดบทเรียนจากอดีตและต่างประเทศ
“รุ่งโรจน์” ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจากพื้นที่ที่จัดการน้ำได้ดี เช่น จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีระบบเขื่อนและการกระจายน้ำแบบ “ก้างปลา” ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ไม่ประสบปัญหาน้ำแล้งหรือน้ำท่วมรุนแรงมาตลอด 50 ปี รวมถึงตัวอย่างจากต่างประเทศอย่าง เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ในประเทศจีน ที่แม้จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องแลกด้วยผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในเชิงเศรษฐกิจสามารถคืนทุน ได้ภายในเวลาเพียง 6 ปี ผ่านการผลิตไฟฟ้า การชลประทาน และการป้องกันน้ำท่วม
“ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องคิดค้นนวัตกรรมใหม่ทั้งหมด แต่ควรนำบทเรียนที่สำเร็จมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทปัจจุบันที่มีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมากขึ้น โดยเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ที่สำคัญคือ การแก้ปัญหาน้ำท่วมที่ดที่สุด คือการทำในช่วงหน้าแล้ง เช่น การขุดลอกคูคลองในขณะที่น้ำแห้ง เพื่อให้พร้อมรับมือเมื่อถึงฤดูฝน”
ผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
การขับเคลื่อน Water Economy จะส่งผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างต่อทั้งภาครัฐที่จะสามารถลดงบประมาณในการเยียวยาภัยพิบัติ ภาคธุรกิจที่จะมีความมั่นคงในการวางแผนการลงทุนระยะยาว และภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่จะได้รับผลกระทบน้อยลงจากภัยธรรมชาติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากน้ำสะอาดที่ทั่วถึง
“รุ่งโรจน์” ทิ้งท้ายว่า การเสวนาครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนบทเรียนจากชุมชนต่าง ๆ เพิ่มเติม เพื่อขยายผลองค์ความรู้และการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในทุกภาคส่วนของสังคมไทยต่อไป

