วิกฤติขยะพลาสติก ที่พุ่งสูงต่อเนื่องกำลังกดดันไทยเข้าสู่จุดเปลี่ยนด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญ “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” จับมือกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและพันธมิตรกว่า 20 องค์กร ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนลงนาม MOU เปิดเกมรุกขับเคลื่อน รวมพลัง ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน “AXTRA Circular Impacts” ประกาศยกระดับการจัดการขยะพลาสติกทั้งระบบ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569
ทั้งนี้จะเป็นการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยน “ขวดพลาสติกใช้แล้ว” ให้กลับมาเป็นทรัพยากรสร้างมูลค่าใหม่ โดยตั้งเป้า 10,500,000 ขวด ภายในปี 2569 ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมก่อนปัญหาขยะจะลุกลามเกินจุดควบคุม
ไทยมีปริมาณขยะสูงถึง 27 ล้านตันต่อปี
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ไทยมีปริมาณขยะสูงถึง 27 ล้านตันต่อปี โดยจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกถึง 13-14 ล้านตัน หรือเกือบครึ่งของขยะทั้งหมด ซึ่งขยะพลาสติกเป็นปัญหาสำคัญเพราะใช้เวลาย่อยสลายนาน โดยหากไม่บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจะกระทบระบบนิเวศ โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่ไหลลงสู่ทะเลและทำลายสัตว์น้ำ
ภายใต้แผนขับเคลื่อนการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ พ.ศ.2561-2573 กำหนดเป้าหมายนำขยะพลาสติกมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570 ผ่าน 3 มาตรการ ได้แก่ การคัดแยกขยะต้นทาง การลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และการเพิ่มประสิทธิภาพรีไซเคิล
สำหรับความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน หรือ EPR (Extended Producer Responsibility) ซึ่งเป็นกฎหมายการรีไซเคิลที่กำหนดสัดส่วนการนำขยะมาใช้ประโยชน์ โดยเตรียมประกาศใช้ พ.ร.บ.ที่จะกำหนดให้ผู้ผลิตพลาสติกต้องรับผิดชอบนำขยะพลาสติกมารีไซเคิล เพื่อกระตุ้นทุกภาคส่วนให้ตื่นตัวจัดการทรัพยากร
“หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้จะลดปริมาณขยะที่ตกค้างในประเทศมหาศาล ซึ่งระหว่างนี้ได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายกว่า 20 แห่ง รวมถึงภาคเอกชนอย่าง ซีพี แอ็กซ์ตร้า และสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างกลไกนำพลาสติกกลับมาใช้”
นายสุชาติ กล่าวว่า พร้อมพิจารณาจัดสรรงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อสนับสนุนหน่วยงานหรือองค์กรที่จัดการสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องแนวทางของรัฐบาลให้เข้มแข็งและดำเนินการต่อได้ยั่งยืนและจะมีผลเชิงบวก ดังนี้
- ภาคธุรกิจ เกิดมาตรฐานใหม่ในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเตรียมความพร้อมรับกฎหมายใหม่
- ภาคประชาชน มีช่องทางและแรงจูงใจในการจัดการขยะที่ถูกต้อง
- สิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะสะสมในพื้นที่ท่องเที่ยวและพื้นที่ทางทะเล ช่วยรักษาความสมดุลของธรรมชาติ
ดันเป้ารวมขวดพลาสติก 10.5 ล้านขวด
ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า หัวใจสำคัญการแก้ไขปัญหาไม่อยู่ที่การกำจัดแต่อยู่ที่การบริหารจัดการให้ขยะคืนสภาพกลับมาในวงจรที่ใช้ประโยชน์ได้สูงสุด โดยการร่วมมือโครงการ AXTRA Circular Impacts จึงมุ่งเน้นการสร้างระบบจัดเก็บและรวบรวมขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกใสเพื่อนำมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการปล่อยเข้าสู่กระบวนการฝังกลบ
“AXTRA Circular Impacts กำหนดเป้าหมายรวบรวมขยะพลาสติกใส 10,500,000 ขวด ภายในปี พ.ศ.2569 จะไม่เพียงลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด แต่ลดต้นทุนการจัดหาวัตถุดิบใหม่ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ในการใช้ทรัพยากรคุ้มค่าและส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน”
สำหรับกลยุทธ์การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนจะใช้แรงจูงใจเป็นตัวนำ โดยปัจจุบันราคาขวดพลาสติกรับซื้อที่ 10 สตางค์ต่อขวด ซึ่งอาจไม่มากพอจะสร้างแรงจูงใจให้คนเก็บสะสม แต่หากทำให้ราคาขยับเป็น 1 บาท จะไม่มีใครทิ้งขวดพลาสติกและจะเก็บเข้าระบบ
3 Big Goals มุ่งสู่ Net Zero
ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ และประธานคณะผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ระบุว่า โลกอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเครือซีพีพร้อมรับความท้าทายเพื่อสร้างเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมให้เติบโตร่วมกันอย่างสมดุล ดังนี้
1.Net Zero 2050 มุ่งเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2573 และลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน (รวมถึงพันธมิตร) ภายในปี 2593
2.Circular Economy 2030 มุ่งเป็นองค์กรขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ทั้งขยะอาหารและบรรจุภัณฑ์ต้องยั่งยืน 100% ภายในปี 2573
3.Social Equality ชูแนวคิดไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยยกระดับการศึกษาประชาชน 50 ล้านคน เข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมสร้างอาชีพและสนับสนุนการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน
นอกจากนี้ เครือซีพีได้นำแนวทาง 5Rs มาขับเคลื่อนเรื่องบรรจุภัณฑ์อย่างเข้มข้นจนเกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ดังนี้
- Re-educate มุ่งเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงาน คู่ค้า และผู้บริโภคให้คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง
- Reduce สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกไปแล้วกว่า 5 ล้านใบ และลดพลาสติกในกระบวนการผลิตได้มากกว่า 15,000 ตัน
- Recycle ปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ของเครือฯ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือย่อยสลายได้แล้วถึง 93.61% โดยตั้งเป้าให้ครบ 100% ภายในปี 2573
- Replace การเปลี่ยนมาใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือพลาสติกชีวภาพ
- Reinvent การใช้นวัตกรรมออกแบบใหม่ (Re-design) เช่น เทคนิค Down Gauging ที่ช่วยลดปริมาณพลาสติกแต่ยังคงความแข็งแรงไว้เท่าเดิม
เชื่อมต่อตรงกลาง“ห่วงโซ่อุปทาน”
นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีบทบาทสำคัญเป็นจุดเชื่อมตรงกลางของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้บริษัทเป็นตัวกลางสื่อสารให้ผู้ผลิตเปลี่ยนกระบวนการและสร้างความเข้าใจผู้บริโภคตระหนักถึงการจัดการบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งาน
“เราเป็นค้าปลีกที่อยู่ตรงกลาง มีบทบาทในการเชื่อมระหว่างผู้ผลิต คนขนส่ง และผู้บริโภคที่มาซื้อของในแม็คโคร-โลตัส ร้อยเรียงให้ผู้ผลิตเข้าใจว่าต้องลดขยะอย่างไร และทำอย่างไรไม่ให้ผู้บริโภคช่วยกันลดการทิ้งขวดน้ำพลาสติกลงสู่บ่อฝังกลบ”
ซีพี แอ็กซ์ตร้า ใช้กลยุทธ์ 4+1 เป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนครบวงจร ประกอบด้วย การงดและลดการใช้พลาสติกเป็นรูปธรรม ซึ่งซีพี แอ็กซ์ตร้า ยึดมากว่า 37 ปี โดยแม็คโครเป็นต้นแบบธุรกิจที่ไม่เคยให้ถุงพลาสติกแก่สมาชิกมาตลอด ขณะที่โลตัสหยุดให้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งตั้งแต่ต้นปี 2563 ทำให้ลดปริมาณขยะถุงพลาสติกไปแล้ว 350,000 ตัน
ตั้งเป้ารีไซเคิลบรรจุภัณฑ์100%
นางศิริพร กล่าวด้วยว่า บริษัทให้ความสำคัญการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยตั้งเป้าหมายบรรจุภัณฑ์ของบริษัททุกชนิดต้องรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งปัจจุบันดำเนินการสำเร็จแล้ว 98%
นอกจากนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า เป็นจุดเก็บกลับและรับคืน โดยใช้เครือข่ายสาขาแม็คโครและโลตัส 2,600 สาขา เป็นจุดรับคืนวัสดุจากประชาชน พร้อมสร้างแรงจูงใจเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น โครงการขวดแลกไข่ หรือการใช้เครื่องรับคืนขวดอัตโนมัติ (RVM) ที่สะสมแต้มได้ ซึ่งจะช่วยบรรลุการเก็บกลับขวดพลาสติก 10.5 ล้านขวดในปีนี้
สุดท้ายการเชื่อมโยงตลาดและพันธมิตร หากพันธมิตรหรือคู่ค้าแปรรูปขยะเป็นสินค้าใหม่ได้ (Upcycling) บริษัทจะใช้ช่องทางการจำหน่ายที่มีลูกค้าหลายล้านคนต่อวัน ช่วยสนับสนุนสินค้าเหล่านั้นให้เกิดวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สมบูรณ์
GC หนุนพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล
นายกิจชัย เฉลิมสุขสันต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เปิดเผยว่า GC พัฒนาเทคโนโลยีการดูแลสิ่งแวดล้อมและรีไซเคิลมา 10 ปี
ทั้งนี้ นำขยะพลาสติกทั้งประเภทขวดใส (PET) และพลาสติกขุ่นหรือพลาสติกสี (HDPE) ไปรีไซเคิลผลิตเป็นเม็ดพลาสติกใหม่คุณภาพสูงและใช้งานได้เทียบเท่าพลาสติกใหม่ โดยเทคโนโลยีจะนำขวดพลาสติกใสกลับเข้าไปรีไซเคิลผลิตเม็ดพลาสติกที่ใช้ได้เช่นกัน
นอกเหนือจากเทคโนโลยีการรีไซเคิล GC ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์ประเภทซองพลาสติก ในอดีตบรรจุภัณฑ์เหล่านี้มักประกอบด้วยพลาสติกหลายชั้น ที่ทำจากวัสดุต่างชนิดกันเพื่อคุณสมบัติในการปกป้องสินค้าที่ต่างกัน ส่งผลให้การรีไซเคิลทำได้ยากมากเนื่องจากเป็นวัสดุคนละประเภท
“ปัจจุบัน GC ได้นำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ใช้พลาสติกหรือโพลิเมอร์ประเภทเดียวกันในทุกชั้น แต่ยังคงคุณสมบัติความแข็งแรงและการใช้งานไว้ได้เช่นเดิม แนวทางนี้จะช่วยให้การนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วกลับมาเข้าระบบรีไซเคิลทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
สำหรับการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นพลังงานหรือน้ำมัน “กิจชัย” ระบุว่า กลุ่ม ปตท. กำลังศึกษาและดำเนินโครงการในลักษณะนี้อยู่หลายโครงการในหลายบริษัท อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาเป็นเม็ดพลาสติก (PCR - Post-Consumer Recycled) ยังเป็นแนวทางที่มีความพร้อมในเชิงสเกลและการดำเนินการมากกว่าในขณะนี้
ห่วงต้นทุนแฝงของประชาชน
ดร.อิทธิกร ศรีจันบาล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวสท์บาย เดลิเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลย้อนหลังกว่า 30 ปี พบปริมาณขยะมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยมีเพียงช่วงโควิด-19 ที่เป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินระยะสั้น ซึ่งแม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะส่งเสริมการคัดแยกขยะ แต่ทางปฏิบัติปริมาณขยะที่ถูกเข้ากระบวนการจัดการที่ถูกต้องยังไม่บรรลุเป้าหมาย
ปัญหาสำคัญคือ “ความไม่สะดวก” และ “ต้นทุนแฝง” ของประชาชน โดยแม้จะคัดแยกขยะแล้วแต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ทราบจะนำขยะไปจัดการต่อที่ใดหรือการนำขยะไปส่งจุดรับซื้อมีต้นทุนไม่คุ้มค่า เช่น ค่าน้ำมันรถ ทำให้ขยะที่มีศักยภาพรีไซเคิลสูญหายจากระบบ
เพื่อแก้ปัญหาขยะ เวสท์บายจึงพัฒนาโมเดลจัดการขยะจาก “ต้นทาง” ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่ การใช้นวัตกรรมดิจิทัลสร้างรายได้จากขยะเพื่อเปลี่ยนทัศนคติประชาชน การร่วมมือกับซีพี แอ็กซ์ตร้า เปลี่ยนพื้นที่แม็คโคร–โลตัสเป็นจุดรับคืนขยะใกล้บ้าน และบริการรถรับซื้อเคลื่อนที่ถึงหน้าบ้าน เพื่อลดภาระการขนส่งและเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน
“ดร.อิทธิกร” ชี้ให้เห็นว่า ระบบการจัดการขยะที่ดีจะไม่ได้ให้เพียงแค่รายได้หรือการลดปริมาณขยะเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างฐานข้อมูลขยะที่สำคัญให้แก่ประเทศ
"เมื่อพี่น้องประชาชนทราบว่าเดือนหนึ่งเราเอาขยะมาดรอปแล้วเปลี่ยนเป็นเงินได้ 500 บาท หรือ 1,000 บาท ขยะที่บ้านจะถูกมองเป็นสมบัติทันที จะไม่มีใครอยากทิ้งขยะแบบเดิมอีกต่อไป"

