ปี 2569 ประเทศไทยอาจเจอ “วิกฤติน้ำสองขั้ว” หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดมีโอกาสเกิด เอลนีโญ ช่วง พ.ค.-ก.ค. 2569 ส่งผลให้หลายพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ จน กปภ. ต้องเร่งยกระดับแผนรับมือทั่วประเทศ พร้อมจับตา 20 สาขาเสี่ยงขาดน้ำ ขณะผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือน ไทยกำลังเผชิญความแปรปรวนที่รุนแรงและคาดการณ์ยากที่สุดในรอบหลายปี เปิดทางให้เกิดฝนหนัก น้ำท่วม และน้ำหลากได้ในเวลาเดียวกัน
"ธารา บัวคำศรี" ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors กล่าวว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ประเมินว่ามีแนวโน้มสูงที่ ภาวะเอลนีโญ จะเริ่มก่อตัวตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 และจะส่งผลต่อทั้งอุณหภูมิและรูปแบบฝนในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยสัญญาณล่าสุดจากมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรบ่งชี้ว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลกำลังอุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีโอกาสที่เอลนีโญจะกลับมาได้เร็วตั้งแต่ช่วง พ.ค.-ก.ค.2569
“ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เอลนีโญเกิดบ่อยขึ้นหรือรุนแรงขึ้นโดยตรง แต่ภาวะโลกร้อนมีส่วนขยายผลกระทบของเอลนีโญให้รุนแรงกว่าเดิม เนื่องจากมหาสมุทรและบรรยากาศที่อุ่นขึ้นมีพลังงานและความชื้นสะสมมากกว่าเดิม ส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วได้บ่อยและรุนแรงมากขึ้น”
ภาวะ “ล้มละลายด้านน้ำ”
ด้าน องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ล้มละลายด้านน้ำ” จากการใช้ทรัพยากรน้ำเกินศักยภาพของระบบนิเวศ โดยมีข้อมูลสำคัญ ได้แก่
- แหล่งน้ำบาดาลหลัก 70% ทั่วโลกมีระดับน้ำลดลงถาวร กระทบประชากรเกือบ 2 พันล้านคน
- พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลกลดลง 4.1 ล้านตารางกิโลเมตร
- ธารน้ำแข็งทั่วโลกลดลงมากกว่า 30% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513
- ประมาณ 50% ของการผลิตอาหารโลกอยู่ในพื้นที่ที่แหล่งน้ำไม่เสถียร
ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
ไทยตั้งรับเสี่ยงขาดน้ำดิบ
"จักรพงศ์ คำจันทร์" ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เปิดเผยว่า จากการคาดการณ์ภัยแล้งปี 2569 กปภ. ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงที่อาจขาดแคลนน้ำดิบ โดยพบว่ามีสาขาที่เสี่ยงด้านปริมาณน้ำรวม 20 สาขา ใน 17 จังหวัด และเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำอีก 7 สาขา ใน 5 จังหวัด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือ กปภ. ได้วางมาตรการรองรับไว้ 3 ด้านหลัก คือ
- ด้านแหล่งน้ำดิบ เร่งจัดหาและบริหารจัดการแหล่งน้ำสำรองให้เพียงพอสำหรับการผลิตน้ำประปาตลอดทั้งปี
- ด้านการผลิตและจ่ายน้ำ ควบคุมกระบวนการผลิตและจ่ายน้ำให้มีประสิทธิภาพแม้ในสภาวะวิกฤติ
- ด้านการประชาสัมพันธ์และช่วยเหลือ สนับสนุนน้ำประปาฟรีแก่ประชาชนที่ประสบภัย ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้แจกจ่ายน้ำฟรีไปแล้วกว่า 52 ล้านลิตร
แนวทางปรับตัวตามแผน NAP
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) แนะนำว่า การรับมือวิกฤติน้ำจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก คือ
- การจัดการทรัพยากรน้ำ: ลดการสูญเสียน้ำจากระบบประปาและชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำสำรอง และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้
- การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์: เสริมสร้างกลไกบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน เพื่อกำหนดกติกาการใช้น้ำอย่างเป็นธรรม
- ภาคเกษตรและอาหาร: ปรับรูปแบบการเพาะปลูก ลดการใช้น้ำในฤดูแล้ง และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยควบคู่เทคโนโลยีจัดการน้ำ
- สาธารณสุข: เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ป้องกันน้ำเค็มรุกและน้ำเสีย เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ
ทั้งฝนแล้ง-น้ำท่วมปีเดียวกัน
"รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์" ผู้อำนวยการศูนย์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างชัดเจนตั้งแต่กลางปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้มากกว่า 80% และคาดว่าจะรุนแรงสูงสุดในช่วงปลายปี
“แม้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ซึ่งโดยทั่วไปมักเชื่อมโยงกับภาวะฝนน้อยและอากาศร้อน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดน้ำท่วม เนื่องจากความแปรปรวนของสภาพอากาศยังคงอยู่ในระดับสูง โดยประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตลอดทั้งปี ขณะที่ปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำต้นทุนในปี 2570”
"รศ.ดร.เสรี" เตือนว่า จากการวิเคราะห์รูปแบบการกระจายอุณหภูมิน้ำทะเลย้อนหลัง 10 ปีด้วย AI พบว่า สภาพอากาศปี 2569 มีลักษณะใกล้เคียงกับปี 2566 แต่มีความแปรปรวนสูงกว่า ส่งผลให้ยังมีโอกาสเกิดทั้งภาวะฝนแล้งและน้ำท่วมในปีเดียวกัน
“สำหรับช่วงต้นปีถึงกลางปี 2569 (พ.ค.-ส.ค.) หลายพื้นที่ทั่วประเทศอาจเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ควบคู่กับสภาพอากาศร้อนจัด ขณะที่ช่วงปลายปี ระหว่าง ก.ย.-พ.ย. ไทยจะได้รับอิทธิพลจากพายุหมุนเขตร้อนและร่องมรสุมมากขึ้น ทำให้เกิดฝนตกหนักบางพื้นที่”
ในพื้นที่ภาคเหนือ มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำ ส่วนภาคกลางอาจได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่ภาคใต้เสี่ยงเผชิญน้ำไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันในช่วงปลายปี จึงต้องจับตาสถานการณ์และเตรียมระบบรับมืออย่างใกล้ชิด
พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เนื่องจากบริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา มีแนวโน้มเกิดฝนตกหนัก โดยค่าดัชนีความรุนแรงอยู่ที่ระดับ 0.7-0.8 ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำไหลหลากและน้ำรอการระบาย

