ภาพถ่ายดาวเทียมพบว่า “หลุมแก๊สดาร์วาซา” (The Darvaza crater) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ประตูสู่นรก” (Gates to Hell) หลุมก๊าซที่ลุกไหม้อย่างรุนแรงต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ ในทะเลทรายคารากุมของประเทศเติร์กเมนิสถาน บ่งชี้ว่าเปลวไฟกำลังลดลง และอาจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“ประตูสู่นรก” เป็นหลุมยักษ์ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงอาชกาบัตไปทางเหนือประมาณ 260 กิโลเมตร มีขนาดความกว้างประมาณ 70 เมตร และลึก 30 เมตร เกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อนักธรณีวิทยาชาวโซเวียตขุดเจาะโดนโพรงแก๊สธรรมชาติใต้ดินจนเกิดการทรุดตัว เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของแก๊สพิษ ทีมวิศวกรจึงตัดสินใจจุดไฟเผา เพราะคาดว่าแก๊สจะหมดไปในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แต่ไฟในหลุมนั้นกลับไม่เคยดับ และลุกโชนต่อเนื่องมานานกว่า 54 ปี
อิรินา ลูรีเยวา ผู้อำนวยการบริษัทพลังงานของรัฐ Turkmengaz เปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันความรุนแรงของไฟลดลงเกือบสามเท่า ทั้งที่ในอดีตเปลวไฟในหลุมสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมอินฟราเรดจากบริษัท Capterio ที่พบว่าความเข้มข้นของความร้อนลดลงกว่า 75% ในช่วงสามปีที่ผ่านมา
อดีตประธานาธิบดี กูร์บันกูลือ เบร์ดือมูฮาเมดอว์ ตั้งใจจะปิดประตูสู่นรก เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน นอกจากนี้เขายังมองว่าการปล่อยให้ไฟลุกไหม้เป็นการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า ที่ควรนำไปสร้างรายได้เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน
รัฐบาลจึงทำการขุดเจาะบ่อแก๊สเพิ่มเติมรอบ ๆ หลุม เพื่อดึงแก๊สธรรมชาติไปใช้ประโยชน์และเบี่ยงเบนทิศทางไหลของแก๊สที่ป้อนเข้าสู่หลุม ทางการเติร์กเมนิสถานเชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยควบคุมการเผาไหม้ได้โดยตรง ส่งผลให้เปลวไฟเริ่มริบหรี่ลงในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจาก Capterio ตั้งข้อสังเกตว่าไฟอาจเริ่มลดลงตั้งแต่ก่อนที่จะมีการขุดเจาะบ่อใหม่เหล่านี้ ซึ่งแสดงว่าอาจมีปัจจัยทางธรรมชาติที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ไฟที่เบาลงอาจดูเหมือนเป็นเรื่องดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่นักวิทยาศาสตร์กลับเตือนว่านี่อาจเป็น “ดาบสองคม” เนื่องจากเปลวไฟทำหน้าที่เผาไหม้แก๊สมีเทนให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งมีอานุภาพในการทำลายชั้นบรรยากาศน้อยกว่ามีเทนในระยะสั้น มาร์ค เดวิส ซีอีโอของ Capterio อธิบายว่า แม้ไฟจะมอดลง แต่อัตราการรั่วไหลของแก๊สยังมีอยู่ อาจทำให้มีเทนบริสุทธิ์ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรงมากขึ้น
ข้อมูลจาก Carbon Mapper พบว่า ในตอนนี้ถึงไฟจะหรี่ลงแล้ว แต่อัตราการปล่อยมีเทนกลับเพิ่มสูงขึ้น จากค่าเฉลี่ย 1,300 กิโลกรัมต่อชั่วโมงในช่วงปี 2022-2025 พุ่งสูงขึ้นเป็น 1,960 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ในการตรวจวัดล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ดังนั้นการดับไฟเพียงอย่างเดียวโดยไม่สามารถหยุดการรั่วไหลของแก๊สได้อย่างสมบูรณ์ อาจส่งผลเสียต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงกว่าเดิม
สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ ความเห็นแตกออกเป็นสองฝ่าย โดยบางส่วนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านใกล้เคียงต้องการให้ดับไฟมานานแล้วเนื่องจากกังวลเรื่อง สุขภาพและกลิ่นกำมะถัน แต่สำหรับกลุ่มที่พึ่งพาการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะหากไฟดับลงก็จะทำให้สูญเสียรายได้
ปัจจุบันรัฐบาลได้พยายามเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสถานที่แห่งนี้ใหม่ โดยให้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Shining of Karakum” (ความรุ่งโรจน์แห่งคารากุม) เพื่อแสดงถึงการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของความผิดพลาดในอดีตสู่การเป็นโครงการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่
การควบคุมก๊าซมีเทนได้รับความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยในเดือนมีนาคม 2024 เติร์กเมนิสถานได้ลงนามร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อตรวจสอบและจัดการการรั่วไหลของมีเทนในภาคพลังงานทั่วประเทศ รวมถึงการจัดการหลุมดาร์วาซาอย่างเป็นระบบ
ในเชิงวิทยาศาสตร์ การดับไฟที่เกิดจากแก๊สมีเทนในโพรงหินใต้ดินที่มีเครือข่ายซับซ้อนเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง แดเนียล คัสเวิร์ธ ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์จาก Carbon Mapper ระบุว่าตราบใดที่มีเทนยังคงมีความไวไฟสูง การจะดับไฟให้สนิทอย่างถาวรนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น ความร้อนที่สะสมอยู่ในชั้นหินรอบ ๆ อาจทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นใหม่ได้ทุกเมื่อหากมีการสัมผัสกับออกซิเจน
การควบคุมประตูสู่นรก ยังคงดำเนินต่อไปภายใต้การเฝ้ามองของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก คำถามที่สำคัญคือ เติร์กเมนิสถานจะสามารถหยุดการรั่วไหลของแก๊สได้อย่างเด็ดขาดหรือไม่ หรือจะทำได้เพียงแค่ดับเปลวไฟที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หากไม่สามารถอุดรอยรั่วใต้ดินได้ หลุมนี้ก็ยังคงเป็นแหล่งปล่อยมลพิษอันตรายต่อชั้นบรรยากาศโลกต่อไป
ในอนาคตอันใกล้ นักท่องเที่ยวอาจไม่เห็นภาพเปลวไฟสีส้มที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกต่อไป แต่พื้นที่แห่งนี้จะยังคงเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมของแก๊สใต้ดิน และผลกระทบจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ที่มา: Discover Wildlife, Science Alert, The New York Times, The Times of Central Asia, Unilad

