แม้ “นกกีวี” จะเป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติของนิวซีแลนด์ แต่ในช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา กลับไม่มีนกชนิดอยู่ในเขตเมืองหลวงเลย จนกระทั่งในปีนี้ที่นักวิจัยพานกกีวีกลับสู่เนินเขาในกรุงเวลลิงตันอีกครั้ง หลังจากใช้เวลาวางรากฐานและเตรียมความพร้อมลูกนกนานถึง 9 ปี
หวนคืนสู่ถิ่นกำเนิด
ในพิธีเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นภายในอาคารรัฐสภา นกกีวีจำนวน 5 ตัวจากทั้งหมด 7 ตัวในกลุ่มล่าสุดได้ถูกนำมาแสดงต่อหน้าฝูงชนกว่า 300 คน นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นกกีวีได้ย่างกรายเข้าไปในรัฐสภา สร้างความตื่นตาตื่นใจและแรงบันดาลใจให้กับเหล่านักการเมืองและเด็ก ๆ ที่เข้าร่วมงานอย่างใกล้ชิด
พอล วอร์ด ผู้ก่อตั้งโครงการ Capital Kiwi Project กล่าวในงานว่า “นี่คือการพานกกีวีกลับสู่สถานที่ที่พวกมันเคยอาศัยอยู่มานานนับล้านปี ก่อนที่จะถูกมนุษย์และสัตว์ล่าจนหายไปจากกรุงเวลลิงตันเป็นร้อยปี การกลับมาในครั้งนี้ จึงมีความหมายอย่างยิ่งต่อจิตวิญญาณของเมืองอย่างมาก”
หลังจบงานในรัฐสภา นกกลุ่มนี้ได้รับการเคลื่อนย้ายไปยังสถานีเทราไวตี ฟาร์มแกะที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดบนชายฝั่งมาคารา ท่ามกลางหมอกจางยามค่ำคืนและเสียงลมพัดผ่านกังหันลม นกกีวีแต่ละตัวค่อย ๆ ยื่นจะงอยปากยาวออกมาจากกล่องไม้ด้วยท่าทีระแวดระวัง
ในช่วงที่ทำการปล่อยนก ผู้คนในละแวกนั้นต่างทำการสวดคาราเกีย (karakia) ซึ่งเป็นคำอธิษฐานตามประเพณีของชาวเมารีเพื่อความเป็นสิริมงคล นกกีวีแต่ละตัวเริ่มก้าวเดินลงสู่ผืนดินที่มืดมิด ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งหายเข้าไปในพุ่มไม้อย่างรวดเร็วเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ในป่า
การปล่อยนกครั้งนี้ ทำให้จำนวนนกกีวีที่ถูกนำกลับคืนสู่ป่ารอบกรุงเวลลิงตันเพิ่มขึ้นเป็น 250 ตัว นับตั้งแต่โครงการเริ่มดำเนินการ ความสำเร็จนี้ทำให้เวลลิงตันกลายเป็นเมืองที่มีประชากรมนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับนกกีวีในธรรมชาติมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ความร่วมมือของชุมชน
ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความพยายามร่วมกันอย่างเข้มแข็งของคนในชุมชนทุกภาคส่วน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เจ้าของที่ดิน ชนเผ่าเมารี และอาสาสมัครได้ร่วมมือกับ Capital Kiwi Project เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยขนาด 150,000 ไร่
เพื่อฟื้นฟูประชากรนกกีวี ทีมงานติดตั้งเครือข่ายกับดักกำจัดเพียงพอนหางสั้น ซึ่งเป็นนักล่าที่กินลูกกีวี มากกว่า 5,300 จุดทั่วบริเวณเนินเขาและฟาร์มปศุสัตว์ จนกลายเป็นเครือข่ายป้องกันสัตว์นักล่าที่หนาแน่นและมีประสิทธิภาพที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ
พอล วอร์ด อธิบายต่อสาธารณชนว่า โครงการนี้เป็นการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มีเจ้าของที่ดินมากกว่า 100 รายที่ยินดีเปิดพื้นที่และให้ความร่วมมือในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อปกป้องสัตว์ล้ำค่าเหล่านี้
ด้วยเหตุนี้ นกกีวีในเขตเวลลิงตันมีอัตราการรอดชีวิตสูงถึง 90% ซึ่งถือว่าสูงกว่าเป้าหมายที่กรมอนุรักษ์กำหนดไว้ในใบอนุญาตที่ 30% อย่างมหาศาล แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่ารอบเมือง
ในอดีต นิวซีแลนด์มีนกกีวีเคยมีจำนวนมากถึง 12 ล้านตัวก่อนที่มนุษย์จะนำสัตว์นักล่าเข้ามา แต่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงประมาณ 70,000 ตัวทั่วประเทศ แม้จะมีโครงการอนุรักษ์ในหลายแห่ง แต่อัตราการลดลงของประชากรในภาพรวมทั่วประเทศยังคงน่ากังวลอยู่ที่ 2% ต่อปี
ทางด้าน แอนดรูว์ ลิตเติล นายกเทศมนตรีกรุงเวลลิงตัน ระบุว่า “โครงการนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นเมืองหนาแน่น เราก็สามารถฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพได้ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นเป็นข้อพิสูจน์ว่าความมุ่งมั่นของชุมชนสามารถเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยแห้งแล้งจากสัตว์ป่าให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง”
สัญลักษณ์แห่งความหลากหลายทางชีวภาพ
นกกีวี สัตว์ปีกที่บินไม่ได้ชนิดนี้เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่ออัตลักษณ์และความรู้สึกของชาวนิวซีแลนด์ โดยนกกีวีถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ทั่วประเทศ เช่น ตราประจำกองทัพอากาศ และคนทั่วโลกยังเรียกชาวนิวซีแลนด์ว่า “กีวี” อีกด้วย
การนำนกกีวีกลับมาสู่เมืองหลวงยังเป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ใหญ่ระดับชาติ “Predator Free 2050” ที่ต้องการกำจัดสัตว์นักล่าให้หมดไปจากเกาะ ความสำเร็จในเวลลิงตันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและต้นแบบให้พื้นที่อื่น ๆ นำไปปรับใช้เพื่อกู้คืนธรรมชาติกลับมา
มิเชล อิมพีย์ ประธานบริหารองค์กร Save the Kiwi ได้ให้ความเห็นว่า นี่คือการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ขับเคลื่อนโดยประชาชนธรรมดา เธอเน้นย้ำว่าในขณะที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกอาจดูเกินกำลัง แต่โครงการนี้แสดงให้เห็นว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการปกป้องสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ได้ด้วยตนเอง
ปัจจุบัน เสียงร้องของนกกีวียามค่ำคืนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันสำหรับชาวเมืองในย่านมาคารา มีรายงานการพบเห็นนกเหล่านี้จากนักปั่นจักรยานเสือภูเขา รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดในสวนหลังบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นก่อนไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในเมืองหลวง
การหวนคืนของนกกีวีในรอบหนึ่งศตวรรษจึงไม่ใช่เพียงแค่ชัยชนะในเชิงนิเวศวิทยาเท่านั้น แต่คือการทวงคืนส่วนที่ขาดหายไปจากกรุงเวลลิงตัน การที่มนุษย์และสัตว์ประจำชาติสามารถใช้ชีวิตร่วมกันในป่ารอบเมืองได้ แสดงถึงก้าวสำคัญสู่การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนในอนาคต
ที่มา: AP News, Exmouth Journal, The Guardian

