ภาพถ่ายจากดาวเทียม NISAR พบว่า “เม็กซิโกซิตี” เมืองหลวงของเม็กซิโก ซึ่งหนึ่งในมหานครที่ใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเผชิญกับสภาวะดินทรุดตัวอย่างรุนแรงในอัตรา 25 ซม.ต่อปี กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการทรุดตัวของแผ่นดินที่รวดเร็วที่สุดในบรรดาเมืองใหญ่ทั่วโลก และสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนจากห้วงอวกาศ
NISAR (NASA-ISRO Synthetic Aperture Radar) เป็นโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างนาซาและองค์การวิจัยอวกาศแห่งอินเดีย ที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวโลก มีความแม่นยำสูงสามารถตรวจวัดความเปลี่ยนแปลงของระดับพื้นดินได้ละเอียดในระดับเซนติเมตร โดยทำการสแกนพื้นผิวโลกทั้งหมดทุก 12 วัน ทำให้เห็นภาพรวมของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเมืองได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ
พอล โรสเซน นักวิทยาศาสตร์จากโครงการ NISAR กล่าวว่า ข้อมูลจากอวกาศนี้ไม่ได้เพียงแค่ภาพถ่ายเท่านั้น แต่กำลังบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้พื้นดินจริง ๆ ซึ่งช่วยให้เห็นว่าเมืองกำลังเผชิญปัญหาใหญ่อยู่
เครดิตภาพ: NISAR
เม็กซิโกซิตีตั้งขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็น “ก้นทะเลสาบโบราณ” ซึ่งมีชั้นดินเหนียวอ่อนตัวและมีความยืดหยุ่นสูง หนำซ้ำยังมีการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในปริมาณมหาศาล เพื่อเลี้ยงประชากรกว่า 22 ล้านคน โดยน้ำจากชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดินนี้เป็นแหล่งน้ำดื่มหลักถึง 60% ของผู้อยู่อาศัยทั้งหมด
เมื่อน้ำถูกดึงออกไป ชั้นดินที่เคยมีน้ำพยุงไว้ก็เริ่มหดตัวลง ประกอบกับน้ำหนักมหาศาลของสิ่งก่อสร้างและการขยายตัวของเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยิ่งสร้างแรงกดทับลงบนชั้นดินที่อ่อนนุ่มอยู่แล้วให้ทรุดตัวเร็วยิ่งขึ้น
เอนริเก้ คาบรัล นักวิจัยด้านธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติเม็กซิโก (UNAM) ยืนยันว่า อัตราการทรุดตัวของที่นี่ถือเป็นหนึ่งในอัตราที่เร็วที่สุดในโลก และในบางพื้นที่เมืองได้จมลงไปแล้วมากกว่า 12 เมตรในช่วงเวลาไม่ถึง 100 ปี ซึ่งสร้างความเสียหายโดยตรงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ
ทั้งระบบรถไฟใต้ดิน ระบบระบายน้ำ ระบบประปา ที่อยู่อาศัยและถนน รวมถึงสนามบินนานาชาติเบนิโต ฮัวเรซก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน โดยข้อมูลดาวเทียมเผยให้เห็นว่าพื้นที่สนามบินมีการทรุดตัวในอัตราที่น่ากังวล
ขณะที่ โบราณสถานและอาคารประวัติศาสตร์หลายแห่งก็ได้รับผลกระทบจากดินทรุดแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นมหาวิหารเมโทรโพลิแทนแห่งเม็กซิโกซิตี ที่เริ่มสร้างในปี 1573 แต่ปัจจุบันมีลักษณะเอียงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากพื้นดินใต้ฐานอาคารทรุดตัวไม่เท่ากัน ขณะที่อนุสาวรีย์เทวีแห่งอิสรภาพ (Angel of Independence) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง โดยนับตั้งแต่สร้างเสร็จในปี 1910 ทางการต้องเสริมบันไดเพิ่มขึ้นถึง 14 ขั้น เพื่อให้ฐานของอนุสาวรีย์ยังคงเชื่อมต่อกับพื้นดินรอบ ๆ ที่จมลงไป
วิกฤติดินทรุด ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาการขาดแคลนน้ำที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าเม็กซิโกซิตีอาจไม่มีน้ำประปาใช้อีกต่อไป หากยังไม่มีการแก้ไขอย่างยั่งยืน
ที่ผ่านมารัฐบาลมักเพิกเฉยต่อปัญหานี้และเลือกที่จะแก้ไขเฉพาะหน้า ด้วยการซ่อมแซมฐานรากของอาคารบางแห่ง แต่ปัจจุบันเริ่มมีการให้งบประมาณสนับสนุนงานวิจัยมากขึ้นเพื่อหาทางรับมือกับวิกฤตการณ์น้ำและดินทรุด
ที่มา: AP News, CNN, Independent, Space


