กระทรวงทรัพยากรฯ เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ กฎหมายฉบับนี้จะใช้กลไก "คาร์บอนเครดิต" เป็นเครื่องมือหลักเพื่อจูงใจให้ทุกภาคส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
KEY POINTS
- กระทรวงทรัพยากรฯ เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งเป้าให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้
- กฎหมายฉบับนี้จะใช้กลไก "คาร์บอนเครดิต" เป็นเครื่องมือหลักเพื่อจูงใจให้ทุกภาคส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- นำหลักการ "ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย" หรือ PES (Payment for Ecosystem Services) มาใช้ เพื่อสร้างรายได้ และแรงจูงใจให้ชุมชนดูแลรักษาป่า
- มีเป้าหมายเพื่อเป็นกรอบกฎหมายในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และยกระดับประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ. ลดโลกร้อน” ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว โดยยืนยันความพร้อมของร่างกฎหมายที่มีความคืบหน้าสูงสุดในบรรดากฎหมายสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าประกาศใช้ภายในปีนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
"สุชาติ ชมกลิ่น" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ให้เร่งรัดการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับภูมิภาค และยกระดับศักยภาพของประชาชนในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ชูกลไก "คาร์บอนเครดิต" และการชดเชยระบบนิเวศ
ขณะที่ "ดร.รวีวรรณ ภูริเดช" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ว่า ร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อน ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาครบถ้วนในรายมาตราแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งเวียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแสดงความคิดเห็น ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อรับรอง และส่งต่อไปยังรัฐสภาตามกระบวนการนิติบัญญัติ
"จุดเด่นสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การกำหนดมาตรการคาร์บอนเครดิต ให้เป็นกลไกหลักในการจูงใจทุกภาคส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยภาครัฐจะมีบทบาทสนับสนุนการดำเนินโครงการในพื้นที่ เช่น การปลูกป่าชายเลนเพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอน"
นอกจากนี้ ยังบรรจุหลักการ “ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้จ่าย” (Beneficiary Pays Principle: BPP) หรือการจ่ายเงินเพื่อบริการระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services: PES) เพื่อเชื่อมโยงระหว่างประชาชนในเมืองที่ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ กับชุมชนต้นน้ำที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าไม้ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ และแรงจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่าในระยะยาว
กลไกสำคัญ 4 ด้าน
ในเชิงกระบวนการ "ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช" อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เริ่มพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมี สรรเสริญ ไกรจิตติ ประธานกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 7 เป็นประธาน ผ่านการประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาภาพรวม วัตถุประสงค์ หลักการ และสาระสำคัญของร่างกฎหมาย
ร่าง พ.ร.บ. โลกร้อน ประกอบด้วย 205 มาตรา แบ่งเป็น 14 หมวด โดยวางกลไกสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
- กลไกด้านนโยบาย เพื่อกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ผ่านคณะกรรมการนโยบายระดับชาติ
- กลไกการบริหารจัดการความเสี่ยง และการปรับตัวต่อผลกระทบด้านภูมิอากาศในระดับพื้นที่ และรายสาขา
- กลไกลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า
- กลไกการเงิน ผ่านกองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการลงทุน และการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ชุมชน และเกษตรกรจะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากกลไก PES หากมีบทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนหน่วยงานภาครัฐจะมีกรอบกฎหมายรองรับการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดในทุกมิติอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจน และไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับการรับมือวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





