วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘กรุงเทพฯ’ ขึ้นแท่น เมืองร้อนสุดในอาเซียน ปี 2050 อุณหภูมิทะลุ 38.1°c จากเกาะความร้อนในเมือง

‘กรุงเทพฯ’ ขึ้นแท่น เมืองร้อนสุดในอาเซียน ปี 2050 อุณหภูมิทะลุ 38.1°c จากเกาะความร้อนในเมือง

รายงานเรื่อง “Roadmap for Extreme Heat Protection through Passive Cooling in ASEAN Region” ของ “ศูนย์พลังงานอาเซียน” (ACE) พบว่า กรุงเทพฯ จะต้องเผชิญกับวิกฤติความร้อนที่รุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา จนกลายเป็นเมืองที่ร้อนที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2050 

 

กรุงเทพฯ เมืองที่ร้อนที่สุดในอาเซียน

ในปี 2025 กรุงเทพฯ มี “วันที่อากาศร้อนจัด” หรือวันที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส อยู่ที่ประมาณ 45 วันต่อปี แต่ในปี 2050 กรุงเทพฯ จะมีวันที่อากาศร้อนมากเป็น 120 วันต่อปี นั่นหมายความว่าประชากรในเมืองหลวงจะต้องรับมือกับความร้อนสะสมที่เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดรายวันเฉลี่ยของกรุงเทพฯ ในปี 2050 จะพุ่งสูงถึง 38.1 องศาเซลเซียสในช่วงกลางศตวรรษนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับปี 2000 ที่อุณหภูมิในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 33.3 องศาเซลเซียสเท่านั้น 

เมื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิในปี 2050 ของเมืองใหญ่อื่น ๆ ของอาเซียน พบว่า กรุงเทพฯ ก็ยังคงสูงสุด ตามมาด้วยนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามที่ 37.7 องศาเซลเซียส ในอันดับที่ 2 ส่วนอันดับที่ 3 เป็นของกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ที่ 37.2 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซียรั้งอันดับที่ 4 ด้วยอุณหภูมิ 36.9 องศาเซลเซียส อันดับที่ 5 เป็นของกรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย และอันดับที่ 6 สิงคโปร์ อยู่ที่ 36.1 องศาเซลเซียส

ด้วยสภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจของเมืองก้าวไปสู่จุดขีดจำกัดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และ “การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาค” เป็นสองปัจจัยหลักที่ประสานกันจนเกิดวิกฤติความร้อนที่กำลังถล่มอาเซียน นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังมี

“ปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง” (UHI) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ความร้อนในเมืองทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากวัสดุอย่างคอนกรีตและแอสฟัลต์ดูดซับความร้อนในตอนกลางวันและคายออกมาในตอนกลางคืน

ข้อมูลจากสถาบัน ADPC พบว่าย่านใจกลางของกรุงเทพฯ ที่มีความหนาแน่นสูงจะมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่รอบนอกที่มีต้นไม้ร่มรื่นถึง 3 องศาเซลเซียส ความร้อนที่พุ่งสูงขึ้นนี้จะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด ปัญหาความอ่อนเพลียสะสม และปัญหาด้านการนอนหลับที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต

ในมิติทางเศรษฐกิจ ความร้อนที่รุนแรงจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผลิตภาพของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานกลางแจ้งในกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนมากกว่า 1.3 ล้านคน ซึ่งต้องปฏิบัติงานท่ามกลางอากาศร้อน รายงานระบุว่าหากไม่มีการปรับตัวที่เหมาะสม ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความร้อนและความชื้นอาจสูงถึง 6% ของผลผลิตมวลรวมของเมืองในปี 2050

นอกจากนี้ ความร้อนยังนำไปสู่ภาระค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสำหรับครัวเรือน โดยพบว่า 90% ของผู้ตอบแบบสำรวจมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเพิ่มขึ้น 10- 50% ในช่วงที่มีคลื่นความร้อน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มเปราะบางอย่างผู้มีรายได้น้อยในชุมชนแออัดที่มักอาศัยอยู่ในอาคารที่ระบายอากาศได้ไม่ดี

ปัญหานี้จะทำให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้น และจะผลักดันให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเครื่องปรับอากาศเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ขณะเดียวกันการใช้เครื่องปรับอากาศที่มากเกินไป ก็จะยิ่งปล่อยความร้อนออกสู่บรรยากาศภายนอกและสร้างวงจรความร้อนในเมืองที่ไม่สิ้นสุด

แนวทางจัดการวิกฤติที่ยั่งยืน

อิรมา รามะดอน เจ้าหน้าที่อาวุโสจากศูนย์พลังงานอาเซียนระบุว่า ผลกระทบจากการขยายตัวของเมืองกำลังทำให้ความร้อนพุ่งไปสู่ระดับรุนแรงจนทนแทบไม่ไหว และนโยบายปัจจุบันยังก้าวไม่ทันสภาพอากาศ ด้านพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ด้านสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เห็นพ้องว่าการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นมาตรการต้นทุนต่ำแต่ได้ประโยชน์สูงที่ต้องทำทันที

“ในระยะยาว เราจำเป็นต้องเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างมีนัยสำคัญ นี่เป็นมาตรการที่มีต้นทุนค่อนข้างต่ำแต่ให้ประโยชน์อย่างมาก ในขณะเดียวกัน การอนุรักษ์พื้นที่สีเขียวที่มีอยู่และป้องกันไม่ให้ถูกแทนที่ด้วยสิ่งปลูกสร้างคอนกรีตก็เป็นสิ่งสำคัญ” พรพรหมกล่าวกับ CNA

ขณะที่ ดร.พีรนันท์ โตวชิราภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิศาสตร์และสารสนเทศ จาก ADPC ให้ความเห็นว่า กทม. ทำถูกแล้วที่มองว่าความร้อนเป็นภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล จำเป็นต้องสร้าง “ห้องหลบร้อน” ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่และมีการประกาศแจ้งเตือนเมื่อเกิดความร้อนรุนแรง

รายงานระบุว่า วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุด คือ กลยุทธ์การทำความเย็นแบบธรรมชาติ (Passive Cooling) มาใช้ในการออกแบบอาคารและผังเมือง มาตรการเหล่านี้รวมถึงการออกแบบให้มีการระบายอากาศธรรมชาติ การสร้างร่มเงาจากต้นไม้ และการใช้สีสะท้อนความร้อนบนหลังคา

การปรับปรุงอาคารและการใช้กระจกประสิทธิภาพสูง สามารถลดความต้องการพลังงานในการทำความเย็นได้ถึง 35-70% นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร เพิ่มข้อกำหนดให้การก่อสร้างโครงการใหม่ต้องมีการทำความเย็นแบบธรรมชาติ

นอกจากนี้ การสร้างความตระหนักรู้และการฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบอาคารที่เหมาะสมกับเขตร้อน ก็ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว โดยจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนงบประมาณ และสร้างแรงจูงใจทางภาษีเพื่อให้นำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้จริง

 

ที่มา: ASEAN EnergyChannel News AsiaEco Business