วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม 2569

Login
Login

‘แลนด์บริดจ์’ ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศพัง สัตว์น้ำหาย มลพิษไหลลงทะเล

‘แลนด์บริดจ์’ ส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศพัง สัตว์น้ำหาย มลพิษไหลลงทะเล

โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมสองฝั่งทะเล” หรือ “โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่มีเป้าหมายในการเชื่อมต่อการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และทะเลอันดามัน เข้าด้วยกัน ซึ่งจะสร้างเส้นทางลัดเพื่อย่นระยะทางการเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากทะเลจีนใต้สู่มหาสมุทรอินเดีย โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา แต่โครงการนี้ก็อาจสร้างกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน

โครงการแลนด์บริดจ์ ประกอบด้วยการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่สองแห่ง ได้แก่ ท่าเรือแหลมริ่วในจังหวัดชุมพร และท่าเรืออ่าวอ่างในจังหวัดระนอง นอกจากท่าเรือแล้ว ยังมีการก่อสร้างระบบขนส่งทางรางที่เป็นรถไฟรางคู่ และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์ เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมกลางในการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างท่าเรือทั้งสองฝั่ง ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อขยับสถานะประเทศจากรายได้ปานกลางไปสู่รายได้สูง 

โครงการนี้จำเป็นต้องถมทะเลขนาดมหาศาล โดยฝั่งชุมพรมีพื้นที่ถมทะเลประมาณ 5,808 ไร่ และฝั่งระนองประมาณ 6,975 ไร่ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ถมทะเลของท่าเรือแหลมฉบังหลายเท่า ขนาดของโครงการที่ใหญ่โตเช่นนี้จึงนำมา ซึ่งคำถามสำคัญว่า วิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ระบบนิเวศทางทะเลจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ได้จริงหรือไม่ และโครงการนี้คุ้มค่ากับต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องสูญเสียไปหรือไม่

ความหลากหลายทางชีวภาพถูกคุกคาม

ตามรายงาน “Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึก แลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง” ที่จัดทำโดย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กลุ่ม Beach for life และเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ ระบุว่า พื้นที่ตั้งโครงการทั้งสองฝั่งมีความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญระดับประเทศ และระดับโลก โดยเฉพาะฝั่งจังหวัดระนอง พื้นที่โครงการทับซ้อนกับพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งเป็นแรมซาร์ไซต์ที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ

ป่าชายเลนในจังหวัดระนอง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลระนองโดยยูเนสโก เนื่องจากเป็นป่าชายเลนที่ใหญ่ และอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในไทย พื้นที่นี้เป็นบ้านของพันธุ์ไม้ป่าชายเลนกว่า 52 ชนิด และสัตว์ป่านานาชนิด รวมถึงนกอพยพ และสัตว์ทะเลหายากที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

นอกจากนี้ ยังมี “ดอนตาแพ้ว” พื้นที่ ที่ชาวประมงท้องถิ่นเปรียบเสมือนขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง เพราะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและวางไข่ของสัตว์น้ำนับร้อยชนิด การถมทะเล และขุดลอกร่องน้ำลึกจะทำลายระบบนิเวศที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง

ขณะที่ฝั่งจังหวัดชุมพร บริเวณแหลมริ่ว และหาดทองโข ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยพบว่ามีแนวปะการังน้ำตื้นรอบเกาะพิทักษ์ที่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำเศรษฐกิจ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งวางไข่ที่สำคัญของปลาทูไทย ซึ่งหากมีการถมทะเลกว่า 6,000 ไร่ แหล่งอาหาร และทรัพยากรเหล่านี้อาจหายไปตลอดกาล

การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพลศาสตร์ชายฝั่ง และการไหลเวียนของกระแสน้ำตามธรรมชาติ จากแบบจำลองทางคณิตศาสตร์พบว่า โครงสร้างท่าเรือจะไปขวางทิศทางการไหลของน้ำ ทำให้น้ำในอ่าวไหลเวียนช้าลง ส่งผลให้อุณหภูมิ และความเค็มของน้ำเปลี่ยนไป ซึ่งกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล

นอกจากนี้ ปัญหาการตกตะกอน และการกัดเซาะชายฝั่งจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยกระแสน้ำที่ถูกเบี่ยงเบนอาจทำให้บางพื้นที่เกิดการกัดเซาะรุนแรงขึ้น ในขณะที่บางพื้นที่ ที่กระแสน้ำนิ่งลงจะเกิดการสะสมของตะกอนจนอ่าวตื้นเขิน และกลายเป็นโคลนตม ซึ่งทำลายแหล่งหากินของสัตว์น้ำ และเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ

ในพื้นที่ทั้งสองจังหวัดมีสัตว์ทะเลอาศัยอยู่นับร้อยชนิด ตั้งแต่สัตว์น้ำเศรษฐกิจอย่างกุ้งแชบ๊วย ปูม้า และปลาทู ไปจนถึงโลมาและเต่าตนุ ซึ่งเป็นสัตว์หายากที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ที่ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์เท่านั้น หากความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้หายไป ก็เท่ากับไม่มีฐานทรัพยากรที่เป็นต้นทุนสำคัญในการดำรงชีวิตของคนไทยทั้งประเทศเหลืออยู่เช่นกัน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจชุมชน และมิติทางสังคม

เมื่อพิจารณาในมิติทางสังคม และเศรษฐกิจ โครงการแลนด์บริดจ์ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตของชุมชนชายฝั่งที่พึ่งพาทรัพยากรทะเลมาอย่างยาวนาน ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ประมงพื้นบ้านในพื้นที่เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจขนาดเล็กแต่มีมูลค่าสูง และกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างทั่วถึง

จังหวัดระนอง และชุมพร ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 29,000-31,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่ารายได้เฉลี่ยทั่วไปของประชาชนในพื้นที่ หากโครงการก่อสร้างทับพื้นที่ทำกินดั้งเดิม มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากประมงพื้นบ้านหลายร้อยล้านบาทต่อปีจะหายไป และถูกแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ผลประโยชน์อาจตกอยู่ในกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม

อีกทั้ง ห่วงโซ่อุปทานต่อเนื่องจากการประมง เช่น การแปรรูปสัตว์น้ำ การทำกะปิ และโรงงานอบแมงกะพรุนส่งออก ก็จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่เช่นกัน ธุรกิจชุมชนเหล่านี้คือ ฟันเฟืองสำคัญที่สร้างงาน และรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่น ซึ่งโครงการพัฒนาขนาดใหญ่มักไม่ได้พิจารณาถึงมูลค่าแฝงทางเศรษฐกิจในส่วนนี้อย่างรอบด้าน

ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นจุดเด่นของทั้งสองจังหวัด ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเสียมนต์เสน่ห์ไปอย่างถาวร นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาชื่นชมความงามของหาดบางเบน เกาะพยาม หรือเกาะพิทักษ์ อาจลดน้อยลงเนื่องจากทัศนียภาพที่เปลี่ยนไป และปัญหามลพิษจากการเดินเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่

ในมิติทางสังคม ยังเกิดผลกระทบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะชาวเลมอแกนในจังหวัดระนอง ที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับทะเลมานับร้อยปี การเปลี่ยนแปลงของสภาพทะเล และพื้นที่ทำกินจะทำให้กลุ่มประชากรดั้งเดิมเหล่านี้ไม่สามารถดำรงวิถีวัฒนธรรมเดิมได้ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคมจากการโยกย้ายถิ่นฐาน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอาจทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อการพัฒนาไม่ได้สอดคล้องกับศักยภาพเดิมของพื้นที่ ประชาชนในพื้นที่กังวลว่าพวกเขาจะกลายเป็นเพียงแรงงานราคาถูกในเขตอุตสาหกรรม แทนที่จะเป็นเจ้าของกิจการประมงหรือการท่องเที่ยวเหมือนในปัจจุบัน

นอกจากนี้ การเข้าถึงทรัพยากรสาธารณะจะยากขึ้น เนื่องจากการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จำกัดสิทธิของประชาชน วิถีชีวิตที่เคยมั่นคงบนฐานทรัพยากรที่สมบูรณ์กำลังถูกแทนที่ด้วยความไม่แน่นอนจากโครงการที่เน้นผลประโยชน์มหภาคมากกว่าความต้องการของชุมชนท้องถิ่น

ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน

ประชาชน และนักวิชาการต่างเป็นกังวล และยังคงมีความเคลือบแคลงใจในหลายประเด็นเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะข้อมูลในรายงาน EHIA ของรัฐกับข้อมูลที่นักวิชาการอิสระลงพื้นที่สำรวจร่วมกับชุมชนแตกต่างกันมากเกินไป

ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง และคณะนักวิชาการทางทะเลได้ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลสัตว์หน้าดินในรายงาน EHIA ต่ำกว่าความเป็นจริงนับหมื่นล้านตัว ซึ่งตัวเลขนี้มีผลโดยตรงต่อการประเมินมูลค่าการชดเชยความเสียหาย ความผิดพลาดของข้อมูลพื้นฐานเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของกระบวนการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบ

ชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ พยายามพิสูจน์ให้เห็นถึงผลกระทบผ่านมาตรการทางวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง เช่น การติด GPS ที่เรือ เพื่อแสดงเส้นทางทำมาหากินที่ซ้อนทับกับพื้นที่โครงการอย่างชัดเจน พวกเขากังวลว่าดอนตาแพ้ว ซึ่งเป็นหัวใจของการทำประมงรอบอ่าวระนอง จะถูกทำลายจากมลพิษ และน้ำตื้น

“เราเลยไปเก็บตัวอย่าง ร่วมกับชุมชน มาร่อน 0.1 ตารางเมตร มี 200 กว่าตัว ที่บอก 1,600 ตัวเป็นค่าเฉลี่ย แต่คาดว่ามี 3,000 กว่าตัว และเกิน 100 ชนิดแน่นอน และบริเวณจะทำท่าเรือจริงๆ ที่ดอนตาแพ้ว มีไม่ต่ำกว่า 300 ชนิด จำนวนเฉลี่ยจึงมากกว่า EHIA มาก สะท้อนความไม่ตั้งใจทำ ไม่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ และกับประวัติศาสตร์ ระบบนิเวศทางทะเล ที่ถือว่าป่าชายเลนระนองสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย” ดร.ศักดิ์อนันต์ กล่าวกับ The Reporter

นักวิชาการจากเครือข่ายภาคประชาสังคมตั้งข้อสังเกตว่า ร่างรายงาน EHIA มีข้อมูลไม่ครอบคลุมในหลายด้าน เช่น การใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน การกำหนดขอบเขตที่จำกัดเกินไป โดยใช้รัศมีการศึกษาเพียง 5 กิโลเมตรจากจุดก่อสร้าง ซึ่งไม่ครอบคลุมผลกระทบที่แท้จริง เพราะมลพิษสามารถกระจายไปตามกระแสน้ำ และทิศทางลมในรัศมีที่กว้างกว่านั้นมาก รวมถึงรายงานไม่ได้ประเมินผลกระทบหลังจากโครงการเสร็จสิ้น และมีการเดินเรือพาณิชย์หนาแน่น ซึ่งจะทำให้เกิด ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และการปนเปื้อนของสารเคมีในอาหารทะเล  

ในทางกฎหมาย เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนมองว่าร่าง พ.ร.บ. SEC มีลักษณะรวบอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลางและลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชน การยกเว้นกฎหมายผังเมือง และการเวนคืนที่ดินโดยรวดเร็วถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิชุมชน และขัดต่อหลักการในรัฐธรรมนูญที่ต้องคุ้มครองทรัพยากรและวิถีชีวิตดั้งเดิม

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการหลายฝ่ายเสนอแนะว่า รัฐบาลควรทบทวนความคุ้มค่าของโครงการอย่างรอบด้านและพิจารณาทางเลือกอื่นที่ยั่งยืนกว่า เช่น การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการต่อยอดเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) ที่สอดคล้องกับต้นทุนทรัพยากรที่พื้นที่มีอยู่แล้ว

ประชาชนในพื้นที่รู้สึกว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาเป็นเพียงพิธีกรรม เพราะข้อมูลที่รัฐให้มักมีเพียงด้านบวก และไม่ตอบคำถามเรื่องความเสี่ยงที่ชัดเจน ความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการตัดสินใจของรัฐกลายเป็นจุดเปราะบางสำคัญที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง และยืดเยื้อในอนาคต

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่างการพัฒนากับการอนุรักษ์ แต่คือ การตั้งคำถามว่าเรากำลังแลกทรัพยากรที่มีค่าระดับมรดกโลกกับอะไร และใครจะเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง การพัฒนาที่แท้จริงควรเป็นการก้าวเดินที่มั่นคงไปพร้อมกับธรรมชาติ และชุมชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังบนรอยน้ำตา และความสูญเสียของทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้

 

 

 

ที่มา: Beach for LifeGreenpeaceSeubThe Reporters


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์