ประเทศไทย กำลังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ หลังปริมาณ “น้ำต้นทุน” ที่เปรียบเสมือนแหล่งสะสมน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ลดลงจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเอลนีโญ ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำระบุพื้นที่เสี่ยงกระจายทั่วประเทศ ด้านสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ชี้ต้องเร่งปรับตัวเชิงระบบตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) เพื่อรับมือสถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
UN เตือนโลกสู่ภาวะ “ล้มละลายด้านน้ำ”
องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ล้มละลายด้านน้ำ” (Global Water Bankruptcy) จากการใช้ทรัพยากรน้ำเกินศักยภาพของระบบนิเวศ โดยมีข้อมูลสำคัญ ได้แก่
- แหล่งน้ำบาดาลหลัก 70% ทั่วโลกมีระดับน้ำลดลงถาวร กระทบประชากรเกือบ 2 พันล้านคน
- พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลกลดลง 4.1 ล้านตารางกิโลเมตร
- ธารน้ำแข็งทั่วโลกลดลงมากกว่า 30% ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970
- ประมาณ 50% ของการผลิตอาหารโลกอยู่ในพื้นที่ที่แหล่งน้ำไม่เสถียร
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว
ไทยเสี่ยงขาดน้ำหลายมิติ ครอบคลุมทั่วประเทศ
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประเมินว่า ใน ฤดูแล้งปี 2568/2569 ประเทศไทยมีความเสี่ยงในหลายด้าน ได้แก่
- เสี่ยงขาดน้ำอุปโภคบริโภคใน 41 จังหวัด
- เสี่ยงขาดน้ำภาคเกษตรใน 12 จังหวัด
- เสี่ยงด้านคุณภาพน้ำใน 22 ลุ่มน้ำหลัก
พื้นที่เฝ้าระวังรวมถึงกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งมีความเสี่ยงน้ำเค็มรุกล้ำและกระทบต่อการผลิตน้ำประปา
TEI เสนอแนวทางปรับตัวตามแผน NAP
อ้างอิงข้อมูลจาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) การรับมือวิกฤติน้ำจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก
1. การจัดการทรัพยากรน้ำ: ลดการสูญเสียน้ำจากระบบประปาและชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำสำรอง และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้
2. การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์: เสริมสร้างกลไกบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน เพื่อกำหนดกติกาการใช้น้ำอย่างเป็นธรรม
3. ภาคเกษตรและอาหาร: ปรับรูปแบบการเพาะปลูก ลดการใช้น้ำในฤดูแล้ง และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยควบคู่เทคโนโลยีจัดการน้ำ
4. สาธารณสุข: เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ป้องกันน้ำเค็มรุกและน้ำเสีย เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ
กระทบประชาชน เศรษฐกิจ และการบริหารจัดการรัฐ
สถานการณ์น้ำที่ตึงตัวมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยประชาชนอาจเผชิญความไม่แน่นอนในการเข้าถึงน้ำสะอาด ภาคเกษตรเสี่ยงผลผลิตลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเข้มข้นอาจต้องเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร
ในส่วนของภาครัฐ จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น
ข้อมูลจาก TEI ชี้ว่า วิกฤติน้ำในปัจจุบันสะท้อนข้อจำกัดของทรัพยากรที่ไม่สามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดอีกต่อไป การปรับพฤติกรรมการใช้น้ำและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงในอนาคต

