วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เอลนีโญซ้ำเติม 'น้ำต้นทุน' 41 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำอุปโภค 12 จังหวัดกระทบเกษตร

เอลนีโญซ้ำเติม 'น้ำต้นทุน' 41 จังหวัดเสี่ยงขาดน้ำอุปโภค 12 จังหวัดกระทบเกษตร

ประเทศไทย กำลังเผชิญความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ หลังปริมาณ “น้ำต้นทุน” ที่เปรียบเสมือนแหล่งสะสมน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ลดลงจากผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเอลนีโญ ขณะที่ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำระบุพื้นที่เสี่ยงกระจายทั่วประเทศ ด้านสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ชี้ต้องเร่งปรับตัวเชิงระบบตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) เพื่อรับมือสถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

UN เตือนโลกสู่ภาวะ “ล้มละลายด้านน้ำ”

องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “ล้มละลายด้านน้ำ” (Global Water Bankruptcy) จากการใช้ทรัพยากรน้ำเกินศักยภาพของระบบนิเวศ โดยมีข้อมูลสำคัญ ได้แก่

  • แหล่งน้ำบาดาลหลัก 70% ทั่วโลกมีระดับน้ำลดลงถาวร กระทบประชากรเกือบ 2 พันล้านคน
  • พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลกลดลง 4.1 ล้านตารางกิโลเมตร
  • ธารน้ำแข็งทั่วโลกลดลงมากกว่า 30% ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970
  • ประมาณ 50% ของการผลิตอาหารโลกอยู่ในพื้นที่ที่แหล่งน้ำไม่เสถียร

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรน้ำ ระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว

ไทยเสี่ยงขาดน้ำหลายมิติ ครอบคลุมทั่วประเทศ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประเมินว่า ใน ฤดูแล้งปี 2568/2569 ประเทศไทยมีความเสี่ยงในหลายด้าน ได้แก่

  • เสี่ยงขาดน้ำอุปโภคบริโภคใน 41 จังหวัด
  • เสี่ยงขาดน้ำภาคเกษตรใน 12 จังหวัด
  • เสี่ยงด้านคุณภาพน้ำใน 22 ลุ่มน้ำหลัก

พื้นที่เฝ้าระวังรวมถึงกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งมีความเสี่ยงน้ำเค็มรุกล้ำและกระทบต่อการผลิตน้ำประปา

TEI เสนอแนวทางปรับตัวตามแผน NAP

อ้างอิงข้อมูลจาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) การรับมือวิกฤติน้ำจำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก

1. การจัดการทรัพยากรน้ำ: ลดการสูญเสียน้ำจากระบบประปาและชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำสำรอง และส่งเสริมการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้

2. การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์: เสริมสร้างกลไกบริหารจัดการน้ำระดับชุมชน เพื่อกำหนดกติกาการใช้น้ำอย่างเป็นธรรม

3. ภาคเกษตรและอาหาร: ปรับรูปแบบการเพาะปลูก ลดการใช้น้ำในฤดูแล้ง และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยควบคู่เทคโนโลยีจัดการน้ำ

4. สาธารณสุข: เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ป้องกันน้ำเค็มรุกและน้ำเสีย เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ

 

กระทบประชาชน เศรษฐกิจ และการบริหารจัดการรัฐ

สถานการณ์น้ำที่ตึงตัวมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยประชาชนอาจเผชิญความไม่แน่นอนในการเข้าถึงน้ำสะอาด ภาคเกษตรเสี่ยงผลผลิตลดลง ขณะที่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเข้มข้นอาจต้องเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร

ในส่วนของภาครัฐ จำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น

ข้อมูลจาก TEI ชี้ว่า วิกฤติน้ำในปัจจุบันสะท้อนข้อจำกัดของทรัพยากรที่ไม่สามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดอีกต่อไป การปรับพฤติกรรมการใช้น้ำและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงในอนาคต