วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน 2569

Login
Login

ปี 2025 ป่าไม้ทั่วโลกถูกทำลาย 160 ล้านไร่ คนบุกรุกป่าน้อยลง แต่ไฟป่ารุนแรงขึ้น

ปี 2025 ป่าไม้ทั่วโลกถูกทำลาย 160 ล้านไร่ คนบุกรุกป่าน้อยลง แต่ไฟป่ารุนแรงขึ้น

ข้อมูลรายงานสถานการณ์ป่าไม้ประจำปี 2025 จากสถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และห้องปฏิบัติการ GLAD จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ระบุว่าในปีที่ผ่านมา อัตราการสูญเสียป่าฝนเขตร้อนทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่สร้างความหวังให้กับเหล่านักอนุรักษ์ทั่วโลก

ในปี 2025 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าดิบชื้นเขตร้อนไปเกือบ 29 ล้านไร่ ลดลงถึง 36% เมื่อเทียบกับปี 2024 ที่แตะ 42 ล้านไร่ ซึ่งมีพื้นที่พอ ๆ กับประเทศเดนมาร์กทั้งประเทศ แต่ถ้านับรวมการสูญเสียต้นไม้ทั่วโลกพบว่ามีต้นไม้หายไปเกือบ 160 ล้านไร่

เอลิซาเบธ โกลด์แมน ผู้อำนวยการร่วมของแพลตฟอร์ม Global Forest Watch แห่ง WRI ให้ความเห็นว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าให้กำลังใจที่อัตราการสูญเสียพื้นที่ป่าลดลงได้ขนาดนี้ภายในปีเดียว ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมนี้เกิดขึ้นจากการดำเนินการปกป้องผืนป่าขั้นเด็ดขาดจากรัฐบาล”

แม้ตัวเลขจะลดลง แต่อัตราการสูญเสียป่าดิบชื้นในปัจจุบันยังสูงอยู่ ในทุก ๆ หนึ่งนาทีโลกของเราสูญเสียผืนป่าขนาด 11 สนามฟุตบอล และตัวเลขการสูญเสียในปัจจุบันยังคงสูงกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 46% โดยยังคงมีความเปราะบางและอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากนโยบายการคุ้มครองป่าไม้ไม่มีความต่อเนื่อง

รายงานยังระบุอีกว่า อัตราการสูญเสียป่าไม้ทั่วโลกยังคงสูงกว่าระดับที่จำเป็นถึง 70% เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายในปี 2030 ตามที่กว่า 140 ประเทศได้ให้สัตยาบันไว้ในปฏิญญากลาสโกว์ ที่ต้องการยุติการสูญเสียป่าไม้และฟื้นฟูป่าไม้ให้กลับมาดังเดิม ซึ่งขณะนี้โลกยังคงตามหลังเป้าหมายนั้นอยู่มาก

ป่าดิบชื้นเขตร้อนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ต่อเสถียรภาพของสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ การสูญเสียผืนป่าเหล่านี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการทำลายที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต แต่ยังเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเร่งตัวของภาวะโลกร้อน

 

การต่อสู้ในระดับนโยบาย

อัตราการทำลายป่าใหม่ที่ลดลงในปี 2025 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความพยายามของบราซิล ซึ่งเป็นที่ตั้งของป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง “ป่าแอมะซอน” โดยบราซิลสามารถลดการสูญเสียป่าดิบชื้นปฐมภูมิที่ไม่เกี่ยวข้องกับไฟป่าลงได้ถึง 41% เมื่อเทียบกับปี 2024 ซึ่งถือเป็นสถิติการสูญเสียที่ต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะประธานาธิบดีลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิลมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โดยได้รื้อฟื้นแผนปฏิบัติการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า (PPCDAm) และเพิ่มบทลงโทษสำหรับอาชญากรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

มิเรลา ซานดรินี ผู้อำนวยการบริหารของ WRI Brasil ระบุว่าความก้าวหน้าของบราซิลแสดงให้เห็นว่าหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปกป้องป่าให้เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ เราก็จะผลรับที่ดีเช่นนี้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในอนาคต เพราะสภาพภูมิประเทศที่แห้งแล้งขึ้นทำให้เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าได้ง่ายกว่าเดิม

โคลอมเบียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีก้าวหน้าอย่างโดดเด่น โดยสามารถลดอัตราการสูญเสียป่าลงได้ 17% ซึ่งเป็นสถิติต่ำสุดอันดับสองนับตั้งแต่ปี 2016 ความสำเร็จนี้เกิดจากการที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการรับรองสิทธิในที่ดินของกลุ่มชนพื้นเมือง และการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมที่ส่งผลต่อป่าไม้

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียและมาเลเซียยังคงสามารถรักษาอัตราการสูญเสียป่าดิบชื้นให้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ โดยในมาเลเซียมีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นในการขยายพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันและให้คำมั่นที่จะรักษาพื้นที่ 50๔ ของประเทศให้เป็นป่าไม้

สวนทางกับอินโดนีเซียที่สถานการณ์เริ่มน่ากังวล โดยการสูญเสียป่ากลับมาพุ่งสูงขึ้น 14% ในปีที่ผ่านมา สาเหตุสำคัญมาจากการขยายพื้นที่ปลูกข้าวและอ้อยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ รวมถึงการขยายตัวของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่รุกคืบเข้าไปในพื้นที่ป่า

อารีฟ วิชายา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของ WRI Indonesia ตั้งข้อสังเกตว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นกำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของอินโดนีเซีย พร้อมตั้งคำถามว่าสุดท้ายแล้วเราจะสามารถยืนหยัดรักษาสิ่งแวดล้อมไปได้อีกนานแค่ไหน หากความต้องการการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 

 

ภัยคุกคามจากไฟป่า

แม้ว่านโยบายการลดการตัดไม้จะเห็นผล แต่ก็ยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ นั่นก็คือ “ไฟป่า” ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะกลายเป็นเรื่องปรกติไปแล้ว โดยในปี 2025 ไฟป่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าทั่วโลกไปถึง 42% ซึ่งคิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่กว่าสหราชอาณาจักรทั้งประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาวะโลกร้อนได้สร้างวงจรสะท้อนกลับที่เลวร้าย โดยสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งทำให้ไฟป่าลุกลามได้ง่ายและรุนแรงขึ้น เมื่อป่าถูกเผา คาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ปริมาณมหาศาลจะถูกปล่อยออกมา ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นไปอีก

ในปี 2025 พื้นที่ซีกโลกเหนือเจอกับไฟป่ารุนแรงมาก โดยเฉพาะในประเทศแคนาดาที่เผชิญกับปีแห่งไฟป่าที่เลวร้ายที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ พื้นที่ป่ากว่า 33 ล้านไร่ถูกเผาทำลาย ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในด้านสุขภาพจากควันไฟและการอพยพของผู้คนจำนวนมาก

ศ.แมทธิว แฮนเซน จากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์ เปรียบเทียบว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบุกรุกป่าได้ทำให้แนวกันไฟป่าโลกสั้นลง จากไฟป่าที่เคยเกิดขึ้นตามฤดูกาลกลายเป็นสภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นแทบจะทั้งปี และหากไม่มีการจัดการอย่างเร่งด่วน ผืนป่าสำคัญของโลกอาจจะก้าวข้ามจุดที่ไม่สามารถฟื้นฟูได้

ขณะที่ในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในลุ่มน้ำคองโก สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วงเนื่องจากการสูญเสียป่ายังคงอยู่ในระดับสูงในหลายประเทศ แม้ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) จะมีการสูญเสียพื้นที่ป่าลดลงเล็กน้อยในภาพรวม แต่การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อทำฟาร์มขนาดเล็ก การผลิตถ่านไม้ และการทำเหมืองแร่ยังคงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

ร็อด เทย์เลอร์ ผู้อำนวยการระดับโลกด้านป่าไม้ของ WRI กล่าวเตือนว่าโลกกำลังอยู่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ระบบนิเวศป่าไม้อาจเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ป่าไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนได้อีกต่อไป แต่จะกลับกลายเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกแทนจากการถูกเผาหรือถูกทำลาย

เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต WRI ได้เตรียมนำเทคโนโลยีเอไอ มาใช้ในแพลตฟอร์ม Global Nature Watch เพื่อให้การตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของผืนป่าเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้น เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถตรวจพบความผิดปรกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและตอบโต้ได้อย่างมั่นใจ

ก้าวต่อไปในปี 2026 จะเป็นบททดสอบสำคัญ เนื่องจากจะเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงอีกครั้ง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของคลื่นความร้อนและไฟป่าทั่วโลก การรักษาความก้าวหน้าในปีที่ผ่านมาให้คงอยู่ถาวรจึงขึ้นอยู่กับความเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่และการสร้างเศรษฐกิจที่เห็นคุณค่าของการมีอยู่ของผืนป่ามากกว่าการทำลาย


ที่มา: AljazeeraBusiness GreenThe New York Times