วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

WMO เตือน ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เริ่มพฤษภาคม นี้ เตรียมรับมือภัยแล้ง-สภาพอากาศสุดขั้ว

WMO เตือน โลกเตรียมรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ภายในเดือนพฤษภาคม นี้ ซึ่งเร็วกว่าที่คาดการณ์ จากอุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เตรียมรับมือสภาพอากาศสุดขั้ว อากาศร้อนทำลายสถิติ

KEY POINTS

  • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดปรากฏการณ์ "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่รุนแรงในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2026
  • จะส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก เช่น คลื่นความร้อนรุนแรง, ฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วม และภัยแล้งรุนแรงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ปรากฏการณ์ครั้งนี้อาจทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ปี 2026 และ 2027 อาจกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุด

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกแถลงการณ์เตือนถึงความเป็นไปได้ที่ “ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ” จะเริ่มต้นในช่วงเดือน พฤษภาคม-กรกฎาคม 2026 นี้ เนื่องจากอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านจากสภาวะเป็นกลางเข้าสู่สภาวะเอลนีโญรุนแรง

สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของ NOAA ที่ระบุว่า มีโอกาสสูงถึง 61% ที่เอลนีโญจะเริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงกรกฎาคม และคาดว่าสถานการณ์ในช่วงปลายปีจะยิ่งรุนแรงขึ้นมาก

แม้ว่าทาง WMO จะไม่ได้ใช้คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในการจัดประเภทมาตรฐานอย่างเป็นทางการ แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศต่างใช้คำนี้เรียกเหตุการณ์ที่เกิดเอลนีโญรุนแรง ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ เนื่องจากแบบจำลองพยากรณ์อากาศหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อาจมีพละกำลังมหาศาล และสร้างผลกระทบในวงกว้างมากกว่าปกติ

วิลฟราน มูฟูมา โอเกีย หัวหน้าฝ่ายพยากรณ์ภูมิอากาศของ WMO ให้ความเห็นว่า “หลังจากโลกอยู่ในสภาวะเป็นกลางในช่วงต้นปี แต่ตอนนี้แบบจำลองสภาพภูมิอากาศแสดงว่า เอลนีโญใกล้จะเริ่มต้นขึ้น และจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในเดือนต่อๆ ไปหลังจากนั้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบอุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝนทั่วโลก”

รายงานจาก WMO คาดการณ์ว่า ในช่วงสามเดือนข้างหน้า อุณหภูมิพื้นดินเกือบทุกพื้นที่ทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงกว่าปกติอย่างชัดเจน โดยพื้นที่ ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษ ได้แก่ อเมริกาเหนือตอนใต้ อเมริกากลาง แถบแคริบเบียน รวมถึงทวีปยุโรป และแอฟริกาเหนือ ซึ่งอาจต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรง

นอกจากความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว เอลนีโญยังทำให้ทางตอนใต้ของอเมริกาใต้ ทางตอนใต้ของสหรัฐ แอฟริกาตะวันออก และเอเชียกลาง มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้นจนอาจทำให้เกิดน้ำท่วมได้

ในทางตรงกันข้าม เอลนีโญจะทำให้เกิดสภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงในพื้นที่ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางส่วนของเอเชียใต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเกษตร และการจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งๆ ที่หลายแห่งยังไม่ฟื้นตัวจากเหตุการณ์ครั้งก่อนด้วยซ้ำ

เอลนีโญมีบทบาทสำคัญในการทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้น โดยในปี 2024 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งที่ยังไม่รุนแรงถึงขึ้นซูเปอร์เอลนีโญ ดังนั้น การเกิดซูเปอร์เอลนีโญในปี 2026 จึงอาจจะทำให้ปีนี้ และปี 2027 ทุบสถิติปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์แทน 

ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากความร้อนที่สะสมอยู่ในมหาสมุทร และชั้นบรรยากาศจะช่วยทำให้ปรากฏการณ์นี้รุนแรงยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันพลังงาน และหมอกควันความชื้นที่เพิ่มขึ้นจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็นพายุที่รุนแรงขึ้นหรือภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น

ในตอนนี้ หน่วยงานอุตุนิยมวิทยาของประเทศต่างๆ กำลังให้ข้อมูลแก่รัฐบาล และองค์กรบรรเทาทุกข์เพื่อวางแผนรับมือกับความเสี่ยงที่กำลังจะมาถึง ทั้งในด้านจัดการน้ำ ภาคการเกษตร และหน่วยงานด้านสาธารณสุขในการประเมินสถานการณ์ และออกมาตรการป้องกันก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้น

ท้ายที่สุดนี้ WMO มีกำหนดการที่จะออกรายงานฉบับปรับปรุงใหม่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อให้ข้อมูลที่มีความแม่นยำ และเป็นแนวทางในการตัดสินใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง ประชาคมโลกจึงควรเฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมรับมือกับ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของปีนี้ไปอย่างสิ้นเชิง


ที่มา: Down to EarthIFL ScienceLivescienceReuters

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์