“เวนิส” นครแห่งสายน้ำที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน กำลังเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้เมืองแห่งนี้เสี่ยงต่อการจมอยู่ใต้บาดาลอย่างถาวร เนื่องจากระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาด จนระบบป้องกันน้ำท่วมของเมืองอาจจะรับมือไม่ไหวอีกต่อไป
ตลอดระยะเวลา 150 ปีที่ผ่านมา เวนิสเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กว่า 60% ของเมืองถึง 28 ครั้ง โดยมีถึง 18 ครั้งเกิดขึ้นในศตวรรษนี้ เกิดถี่ขึ้นอย่างน่าใจหาย ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการทรุดตัวของแผ่นดินตามธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ในอดีต
ระบบป้องกันน้ำท่วมเอาไม่อยู่
ปัจจุบันเวนิสมี ระบบป้องกันน้ำท่วม ที่ชื่อว่า “Mose” (Modulo Sperimentale Elettromeccanico) ประกอบด้วยประตูกั้นน้ำเคลื่อนที่ 78 บาน ติดตั้งอยู่บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบกับทะเลเอเดรียติก ระบบนี้เริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการในปี 2020 ช่วยให้นครเวนิสรอดพ้นจากการถูกน้ำท่วมมาแล้วถึง 154 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ระบบ Mose จะทำงานได้ดีในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญกลับเริ่มมองหา “แผนสำรอง” เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่คาดว่าจะสูงขึ้นอีกหนึ่งเมตรภายในสิ้นศตวรรษนี้ ซึ่งระบบป้องกันน้ำท่วมที่ใช้อยู่นี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป
ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นหนึ่งเมตรจะส่งผลให้ต้องปิดประตูกั้นน้ำ Mose เฉลี่ยถึงปีละ 200 ครั้ง การปิดบ่อยครั้งเช่นนั้นจะทำให้ระบบนิเวศในทะเลสาบพังทลายลง เพราะน้ำจะไม่สามารถไหลเวียนได้ตามธรรมชาติ อันเดรีย รินัลโด ประธานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ของหน่วยงานดูแลทะเลสาบเวนิส กล่าว
เมื่อน้ำในทะเลสาบถูกตัดขาดจากทะเลเอเดรียติกเป็นเวลานาน จะเกิดการสะสมของสาหร่ายและการเน่าเสียของพืชน้ำ ซึ่งจะดึงออกซิเจนออกจากน้ำจนหมดสิ้นและทำลายสิ่งมีชีวิตในน้ำ รินัลโดเตือนว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ทะเลสาบเวนิสจะเปลี่ยนสภาพเป็นเพียง บ่อพักน้ำสกปรกเท่านั้น
อีกทั้ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของ Mose ก็สูงลิ่ว โดยการยกประตูกั้นน้ำแต่ละครั้งมีต้นทุนสูงกว่า 200,000 ยูโร (ประมาณ 7.8 ล้านบาท) ในช่วงเทศกาลคาร์นิวัลปี 2026 มีการยกประตูกั้นน้ำถึง 26 ครั้งภายในเวลาเพียงสามสัปดาห์ ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายรวมกว่า 5 ล้านยูโร (ราว 75.6 ล้านบาท)
นอกจากนี้ จิโอวานนี ซารอตติ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ Mose ระบุว่าการปิดประตูกั้นน้ำยังขัดขวางการจราจรทางเรือที่จะไปยังท่าเรือมาร์เกรา เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของเมือง
งานวิจัยของเพียโร ลิโอเนลโล ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์บรรยากาศและสมุทรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซาเลนโต พบว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน 0.5 เมตร ซึ่งระดับนี้อาจเกิดขึ้นได้ภายในปี 2100 แม้ว่าเราจะสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในระดับต่ำก็ตาม ระบบ Mose ก็จะไม่สามารถป้องกันเมืองได้อีกต่อไป
ลิโอเนลโลกล่าวว่า ในตอนนี้ไม่มีทางเลือกใดที่จะสามารถรักษาทุกองค์ประกอบของเวนิสไว้ได้ ทั้งสถาปัตยกรรม ระบบนิเวศ หรือเศรษฐกิจ ทุกแนวทางในการปรับตัวต้องแลกมาด้วยความสูญเสียในบางแง่มุมเสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับเมืองที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมสูงเช่นนี้
มองหาแผนสำรอง
สำหรับแผนสำรองที่กำลังพิจารณา ได้แก่ การสร้างเขื่อนวงแหวน (Ring Dikes) รอบตัวเมืองเพื่อแยกเมืองออกจากทะเลสาบโดยสิ้นเชิง คาดว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนระหว่าง 600- 5,300 ล้านดอลลาร์ เพื่อปกป้องพื้นที่ใจกลางเมืองที่เป็นมรดกโลก
อีกหนึ่งแนวทางคือการสร้าง “ซูเปอร์เลวี่” (Super Levee) เขื่อนขนาดมหึมาที่จะปิดตายทางเชื่อมระหว่างทะเลสาบกับทะเลอย่างถาวร แม้วิธีนี้จะสามารถป้องกันน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้ถึง 10 เมตร แต่ค่าก่อสร้างอาจพุ่งสูงเกิน 30,000 ล้านดอลลาร์ และจะเปลี่ยนโฉมหน้าของเวนิสไปตลอดกาล
อีกที่ยังมีแนวคิดทางวิศวกรรมที่ล้ำสมัย เช่น การฉีดน้ำทะเลลงไปในชั้นหินอุ้มน้ำใต้ดิน เพื่อหนุนให้ระดับพื้นดินของเมืองสูงขึ้น วิธีการนี้อาจช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบปัจจุบันให้รองรับระดับน้ำที่สูงขึ้นได้ถึง 1.25 เมตร แต่อาจยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาระยะยาวในอีกหลายศตวรรษข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิด “การย้ายเมือง” (Relocation) ซึ่งรวมถึงการย้ายผู้อยู่อาศัยและโบราณสถานสำคัญไปไว้บนบก ลิโอเนลโลยอมรับว่านี่เป็นข้อเสนอที่อันตรายที่สุด เพราะมันหมายถึงการทำลายจิตวิญญาณของเวนิสในฐานะนครแห่งสายน้ำลงอย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบัน ชาวเวนิสเริ่มคุ้นชินกับความปลอดภัยจากระบบ Mose จนเริ่มขาดความระมัดระวังและเลิกเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมเหมือนในอดีต ซารอตติสังเกตว่าเด็ก ๆ รุ่นใหม่ในเวนิสบางคนไม่เคยได้ยินเสียงไซเรนเตือนภัยน้ำท่วมเลยด้วยซ้ำ ซึ่งอาจกลายเป็นดาบสองคมหากวันหนึ่งระบบล้มเหลว
ขณะที่ อันเดรีย รินัลโด ย้ำเตือนว่า เวนิสไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไป เพราะการออกแบบและสร้าง Mose ต้องใช้เวลานานถึงห้าทศวรรษ หากเริ่มวางแผนช้าเกินไป ระบบป้องกันในอนาคตอาจสร้างเสร็จไม่ทันเวลาที่ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นจนควบคุมไม่ได้
รินัลโดยังเสนอให้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเวนิส ลดการพึ่งพาการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ซึ่งเขามองว่าเป็นภัยคุกคามเมืองไม่แพ้ระดับน้ำที่สูงขึ้น เพราะหากเวนิสไม่เหมือนเดิม เสน่ห์ของเมืองก็จะหายไป และไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีก
หากเมืองระดับโลกที่มีทรัพยากรพร้อมอย่างเวนิส ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ เมืองชายฝั่งอื่น ๆ ทั่วโลกก็อาจต้องเผชิญกับชะตากรรมไม่ต่างกัน สุดท้ายแล้วอารยธรรมของมนุษย์อาจจมอยู่ใต้น้ำไปตลอดกาล
ที่มา: ABC News, Euro News, Financial Times, The Guardian





