วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน 2569

Login
Login

น้ำมันรั่วอ่าวเปอร์เซีย เห็นได้จากอวกาศ ‘สงครามอิหร่าน’ ทำลายสิ่งแวดล้อม-สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์

น้ำมันรั่วอ่าวเปอร์เซีย เห็นได้จากอวกาศ ‘สงครามอิหร่าน’ ทำลายสิ่งแวดล้อม-สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความหายนะทางสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นคราบน้ำมันขนาดใหญ่ที่รั่วไหลกระจายตัวในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ดาวเทียม Sentinel-1 ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) จับภาพคราบน้ำมันสีดำทะมึนที่แผ่ขยายเป็นวงกว้างทั่วอ่าวเปอร์เซีย ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2026 ซึ่งเกิดจากการโจมตีโต้ตอบกันระหว่างกองกำลังสหรัฐ-อิสราเอล และอิหร่าน สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ภาพถ่ายดาวเทียมเผยให้เห็นคราบน้ำมันที่ยาวกว่า 8 กิโลเมตร ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้กับเกาะเกชม์ของอิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากเรือ Shahid Bagheri ของอิหร่านถูกโจมตีโดยกองกำลังสหรัฐ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และยังมีน้ำมันรั่วไหลต่อเนื่องในบริเวณเดียวกัน

น้ำมันรั่วอ่าวเปอร์เซีย เห็นได้จากอวกาศ ‘สงครามอิหร่าน’ ทำลายสิ่งแวดล้อม-สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ คราบน้ำมันที่ยาวกว่า 8 กิโลเมตร ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ใกล้กับเกาะเกชม์
เครดิตภาพ: Sentinel-2/European Space Agency

นอกจากนี้ ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 10 เมษายน ยังเผยให้เห็นน้ำมันรั่วไหลรอบเกาะลาวาน หลังจากที่โรงกลั่นน้ำมันและสิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณนั้นถูกโจมตีอย่างหนักถึง 5 จุด จนเกิดเพลิงไหม้ขนาดใหญ่และน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลไหลลงสู่ทะเลอ่าวเปอร์เซีย

วิม ซไวน์เนนเบิร์ก ผู้นำโครงการจากองค์กรสันติภาพ PAX ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกาะลาวานถือเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่” เนื่องจากคราบน้ำมันกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะชิดวาร์ ซึ่งเป็นเกาะปะการังที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย แต่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่สำคัญ จนถูกขนานนามว่าเป็น “มัลดีฟส์แห่งอิหร่าน”

น้ำมันรั่วอ่าวเปอร์เซีย เห็นได้จากอวกาศ ‘สงครามอิหร่าน’ ทำลายสิ่งแวดล้อม-สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ น้ำมันรั่วไหลรอบเกาะลาวาน 
เครดิตภาพ: Sentinel-2/European Space Agency

ภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นถึงคราบน้ำมันนอกชายฝั่งคูเวตเมื่อวันที่ 6 เมษายน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านกล่าวว่า พวกเขาได้โจมตีโรงงานเชื้อเพลิงและปิโตรเคมีในประเทศแถบอ่าว รวมถึงคูเวตในวันนั้น เพื่อตอบโต้การโจมตีโรงงานปิโตรเคมีในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน

นีน่า โนเอลล์ โฆษกของกรีนพีซ เยอรมนี เตือนว่าน้ำมันรั่วเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่จุลินทรีย์ขนาดเล็กไปจนถึงปลา นก และเต่าทะเลที่ต้องพึ่งพาอาศัยป่าชายเลนในการดำรงชีวิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงมลพิษที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วได้

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คราบน้ำมันเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายพันคน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งของอิหร่าน ซึ่งต้องพึ่งพาปลาจากทะเลเป็นแหล่งรายได้และอาหารหลัก แต่ขณะนี้น้ำมันกำลังทำให้แหล่งอาหารและรายได้เกิดการปนเปื้อนอย่างรุนแรง ยิ่งไปกว่านั้น หากคราบน้ำมันเข้าสู่ “ระบบกรองของโรงงานผลิตน้ำจืด” (Desalination plants) อาจจะทำให้ผู้คนเกือบ 100 ล้านคนในภูมิภาคนี้ขาดแคลนน้ำดื่มและวิกฤติสาธารณสุขในวงกว้าง

อ่าวเปอร์เซียเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหายาก เช่น พะยูน เต่าตนุ เต่ากระ และวาฬหลังค่อมทะเลอาหรับ ซึ่งเสี่ยงที่สัตว์เหล่านี้จะกลืนกินน้ำมันหรือติดอยู่ในคราบเหนียว ซึ่งจะทำลายคุณสมบัติการกันน้ำของขนและหนัง จนอาจทำให้เกิดภาวะตัวเย็นเกิน ปนเปื้อนสารพิษ และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

สถานการณ์ปัจจุบันถูกนำไปเปรียบเทียบกับ “เหตุการณ์น้ำมันรั่วในช่วงสงครามอ่าวปี 1991” ซึ่งกองกำลังอิรักจงใจทิ้งน้ำมันดิบ 6-8 ล้านบาร์เรลลงในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้สัตว์ประมาณ 114,000 ตัวได้รับอันตรายหรือเสียชีวิต รวมถึงนก เต่า โลมาปากขวด และวาฬ แต่ความขัดแย้งในครั้งนี้อาจสร้างความเสียหายที่รุนแรงกว่า เนื่องจากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

น้ำมันรั่วอ่าวเปอร์เซีย เห็นได้จากอวกาศ ‘สงครามอิหร่าน’ ทำลายสิ่งแวดล้อม-สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ คราบน้ำมันนอกชายฝั่งคูเวต
เครดิตภาพ: Sentinel-2/European Space Agency

ข้อมูลจากกรีนพีซระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ประมาณ 75 ลำที่บรรจุน้ำมันดิบรวมกว่า 164 ล้านบาร์เรล ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย หากเรือเหล่านี้ถูกโจมตีเพิ่มเติม ปริมาณน้ำมันรั่วไหลจะพุ่งสูงขึ้นจนเป็นหายนะที่โลกไม่อาจรับมือได้

ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถทำความสะอาดคราบน้ำมันได้ในทันที เนื่องจากความซับซ้อนของพื้นที่และอันตรายจากสงครามที่ยังดำเนินอยู่ ซึ่งขัดขวางไม่ให้ทีมกู้ภัยสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเพื่อยับยั้งความเสียหายได้ทันท่วงที


ที่มา: CNNLive ScienceThe Express