“สารเคมีตลอดกาล” หรือ PFAS เป็นกลุ่มสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น พบได้ในผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์อาหารไปจนถึงโฟมดับเพลิง สารเหล่านี้มีความคงทนสูงมากในสิ่งแวดล้อมและสามารถสะสมในร่างกายมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและรบกวนระบบภูมิคุ้มกันของเราได้ ล่าสุดนักวิจัยพบว่าผู้หญิงท้องที่สัมผัสสารเคมีตลอดกาลมีโอกาสที่ลูกจะเป็น"โรคหอบหืด"
สาร PFAS สามารถส่งผ่านทางรกไปยังทารกในครรภ์ได้ ซึ่งหมายความว่าหากแม่ได้รับสารนี้ ลูกในท้องก็จะได้รับผลกระทบไปด้วยโดยตรง แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะได้รับสารนี้ในระดับต่ำจากชีวิตประจำวัน แต่ในบางพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสูง ความเสี่ยงต่อสุขภาพของเด็กที่กำลังจะเกิดมาก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาของมหาวิทยาลัยลุนด์ ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการสัมผัสสาร PFAS ในระดับที่สูงมากของมารดาระหว่างตั้งครรภ์กับความเสี่ยงในการเกิด โรคหอบหืดในเด็ก ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่เกิดจากแม่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสูงมากติดต่อกันนาน 5 ปีก่อนคลอด มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 40% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้สัมผัสสารเคมี ผลลัพธ์นี้ยังคงชัดเจนแม้จะมีการควบคุมปัจจัยอื่น ๆ เช่น การสูบบุหรี่ของมารดา หรือสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมแล้วก็ตาม
นักวิจัยใช้กรณีศึกษาจากเมืองรอนเนบี ทางตอนใต้ของสวีเดน ซึ่งในปี 2013 มีการตรวจพบการปนเปื้อนของ PFAS ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานกว่า 200 เท่าในระบบประปาของเมือง ต้นตอของการปนเปื้อนมาจากโฟมดับเพลิงชนิด Aqueous Film-Forming Foam (AFFF) ที่ใช้ในการฝึกซ้อมที่ฐานทัพอากาศใกล้เคียงมาตั้งแต่ช่วงปี 1980
ชาวเมืองรอนเนบีต้องใช้น้ำที่มีสารปนเปื้อนเหล่านี้มานานกว่า 30 ปีโดยไม่รู้ตัว สารเคมีที่พบในปริมาณสูงคือ PFOS และ PFHxS ซึ่งไหลจากฐานทัพลงสู่แหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปา การปนเปื้อนที่ยาวนานนี้ส่งผลให้สารเคมีตกค้างอยู่ในเลือดของเด็กที่เกิดในพื้นที่มาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980
นักวิจัยได้ติดตามเด็กจำนวน 11,488 คนที่เกิดระหว่างปี 2006 ถึง 2013 ในเขตเบลคิงเงอ จนกระทั่งเด็กมีอายุครบ 12 ปี โดยอาศัยข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์และประวัติสุขภาพของสวีเดนเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างที่อยู่อาศัยของมารดาในช่วง 5 ปีก่อนคลอด กับโอกาสที่ลูกจะเป็นโรคหอบหืด
จากการเปรียบเทียบโดยตรง พบว่าเด็กในกลุ่มที่สัมผัสสาร PFAS ในระดับสูงมากมีอัตราการเกิดโรคหอบหืดอยู่ที่ 27% เมื่อถึงอายุ 12 ปี ในขณะที่เด็กในกลุ่มที่มีการสัมผัสเพียงระดับพื้นฐานมีอัตราการเกิดโรคอยู่ที่ 16% อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่พบความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับสารในระดับต่ำหรือปานกลาง
แอนนีลิส บลอมเบิร์ก นักวิจัยด้านระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยลุนด์ หนึ่งในผู้เขียนรายงานวิจัยกล่าวว่า “ตอนแรกที่เริ่มทำการศึกษา ฉันไม่ได้คาดหวังว่าจะเจออะไรเลย ดังนั้นผลลัพธ์ที่ออกมาจึงทำให้พวกเราประหลาดใจมาก นี่คือผลกระทบต่อสาธารณสุขที่ไม่เคยถูกตรวจพบมาก่อนจนถึงตอนนี้”
การที่งานวิจัยชิ้นนี้เห็นผลเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับสารเคมีสูงมาก อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดการศึกษาก่อนหน้านี้ถึงไม่เคยเจอข้อมูลเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าผลเสียต่อการทำงานของปอดจะเกิดขึ้นเมื่อมีการสัมผัสสารในปริมาณที่สูงมากเท่านั้น หรือในระดับที่ต่ำกว่านั้นผลกระทบอาจไม่รุนแรงพอที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าเป็นโรค
ขณะที่ เทรซี่ วูดรัฟฟ์ ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัย ให้ความเห็นเชิงสนับสนุนว่า “งานวิจัยนี้น่าสนใจมากเพราะมีกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความน่าเชื่อถือสูง” เธอยังระบุอีกว่าปัจจุบันไ่ค่อยมีการศึกษาเรื่องการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยได้รับความสำคัญเท่าที่ควร
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังมีข้อจำกัดบางประการ เนื่องจากนักวิจัยไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมาจากช่วงเวลาที่ทารกอยู่ในครรภ์เพียงอย่างเดียว หรือรวมถึงการที่เด็กได้รับสารเคมีในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิตด้วย เพราะเด็กส่วนใหญ่ยังคงอาศัยอยู่ในที่อยู่เดิมและดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนต่อไป
ปีเตอร์ แฟรงคลิน นักระบาดวิทยาโรคทางเดินหายใจจากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ระดับสาร PFAS ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงของการศึกษานี้ สูงกว่าระดับที่พบในประชากรทั่วไปหลายเท่า ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการนำผลการศึกษานี้ไปตีความกับประชากรทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปนเปื้อนรุนแรง
หอบหืด เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่พบมากที่สุดในเด็ก หากการได้รับสาร PFAS ในระดับสูงเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมปัญหาสาธารณสุขนี้ ก็ถือเป็นภาระที่สังคมมองข้ามไปนานเกินควร นักวิจัยหวังว่าการศึกษาในพื้นที่ปนเปื้อนสูงอื่น ๆ ทั่วโลกจะช่วยยืนยันผลการค้นพบนี้ เพื่อนำไปสู่มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารเคมีตลอดกาลอย่างจริงจังต่อไป
ที่มา: Independent, Inside Climate News, The Conversation, ZME Science





