วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

อนุทิน-สุชาติ ขึ้นเหนือ แก้ไฟป่า–PM2.5 หนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ต้องดูรายละเอียด

อนุทิน-สุชาติ ขึ้นเหนือ แก้ไฟป่า–PM2.5 หนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ต้องดูรายละเอียด

วิกฤติไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ ปี 2569 ถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” หลังสถานการณ์ทวีความรุนแรงจากภัยแล้งและฝนที่มาช้า ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์และขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขแบบบูรณาการอย่างเข้มข้น

การประชุมจัดขึ้นที่กองพลทหารราบที่ 7 อำเภอแม่ริม โดยมี "สุชาติ ชมกลิ่น" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมรายงานสถานการณ์และรับนโยบายสำคัญ ท่ามกลางการระดมความร่วมมือจากหลายกระทรวง ทั้งมหาดไทย กลาโหม เกษตรฯ สาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคง

เร่งแก้ PM2.5 ก่อนกระทบความเชื่อมั่นประเทศ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า สถานการณ์ PM2.5 ปีนี้ หนักกว่าปีที่ผ่านมา และไม่สามารถปล่อยให้ยืดเยื้อได้อีก เพราะจะกระทบทั้งสุขภาพประชาชนและความเชื่อมั่นของประเทศ

รัฐบาลประเมินว่า ปัญหานี้สามารถควบคุมได้ราว 2 ใน 3 โดยเฉพาะปัจจัยจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาในพื้นที่ ขณะที่ปัจจัยธรรมชาติจะใช้หลักวิชาการและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยรับมือ พร้อมส่งสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้านให้ตระหนักถึงผลกระทบของการเผาข้ามพรมแดน

หัวใจสำคัญของนโยบายคือ สุขภาพประชาชน โดยเฉพาะโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วนและต่อเนื่อง

อนุทิน-สุชาติ ขึ้นเหนือ แก้ไฟป่า–PM2.5 หนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ต้องดูรายละเอียด

Single Command คุมพื้นที่ ผูกผลงานกับงบประมาณ

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ การกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์บัญชาการ (Single Command) มีอำนาจควบคุมสั่งการในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบเป็นรายจุด และผูกโยงกับการประเมินผลงานและงบประมาณ เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ รัฐบาลเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นมากขึ้น

“Zero Burning” คุมเข้มเกษตร–อุตสาหกรรม

ในเชิงนโยบาย รัฐบาลประกาศเดินหน้าเป้าหมาย “การเผาเป็นศูนย์” (Zero Burning) โดยสั่งการให้

ควบคุมการเผาในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานน้ำตาล ห้ามรับซื้อผลผลิตจากการเผา

ตรวจเข้มสินค้านำเข้า เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และถั่วเหลืองที่เกี่ยวข้องกับการเผา
ควบคู่กับ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อยับยั้งพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง

ใช้ “เทคโนโลยีอวกาศ” ตั้งรับเชิงรุก

บทบาทของเทคโนโลยีถูกยกระดับอย่างมีนัยสำคัญ โดย GISTDA นำข้อมูลดาวเทียมมาพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงไฟป่า (Fire Risk Map) เพื่อคาดการณ์จุดเสี่ยงล่วงหน้า

แนวทางนี้ช่วยให้การทำงานเปลี่ยนจาก “รอให้เกิดไฟแล้วค่อยดับ” ไปสู่ “รู้ก่อน–ป้องกันก่อน” โดยข้อมูลถูกนำไปใช้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • ชี้เป้าระงับเหตุแบบแม่นยำ ด้วยข้อมูลจุดความร้อนรายวัน
  • ประเมินความเสียหายและวางแผนฟื้นฟู จากพื้นที่เผาไหม้
  • แจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์ ผ่านแอป “เช็คฝุ่น” ที่รายงานค่า PM2.5 รายชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนขนาดใหญ่เข้าถึงพื้นที่ลาดชัน และแนวคิด “ป่าเปียก” เพื่อสร้างแนวกันไฟตามธรรมชาติ

ระดมกำลัง 7,000 คน ดับไฟ

ด้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปีนี้สถานการณ์ไฟป่ารุนแรงกว่าปกติ เนื่องจากภัยแล้งและฝนที่มาช้า โดยรัฐได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ 6,000–7,000 คน พร้อมอากาศยานเข้าควบคุมไฟ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติงานช่วงกลางคืนเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากอากาศร้อนจัดที่อาจทำให้เกิดฮีทสโตรก

“สาเหตุหลักของไฟป่ามาจากการเผาหาของป่าของประชาชน พร้อมขอความร่วมมือให้ตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพส่วนรวม และยืนยันจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น”

ดัน “เชียงดาวโมเดล หนุนกฎหมายอากาศสะอาด

นอกจากมาตรการระยะสั้น รัฐบาลยังเดินหน้าผลักดัน “เชียงดาวโมเดล” ที่เน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วมดูแลป่า และสร้างทางเลือกอาชีพใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการหาของป่า ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเผา

แนวทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากการ “ควบคุม” ไปสู่ “การมีส่วนร่วม” เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ในเชิงกฎหมาย รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด แม้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการลงทุน พร้อมย้ำว่า “ไม่ได้ปกป้องกลุ่มทุน

สถานการณ์ PM2.5 ในภาคเหนือปีนี้สะท้อนปัญหาเชิงซ้อนจาก สภาพอากาศ พฤติกรรมการเผา และโครงสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ ขณะที่แนวทางของรัฐกำลังปรับสู่การแก้ปัญหาแบบทั้งระบบ ผ่านการผสมผสาน การบังคับใช้กฎหมาย เทคโนโลยีขั้นสูง และการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดการอย่างยั่งยืนในระยะยาว