“ระบบหมุนเวียนน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก” หรือ Atlantic Meridional Overturning Circulation (AMOC) ระบบกระแสน้ำขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนสายพานลำเลียงของโลก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการควบคุมสภาพภูมิอากาศ โดยการขนส่งน้ำอุ่นจากเขตร้อนไปยังมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ซึ่งน้ำจะเย็นตัวลงและมีความหนาแน่นมากขึ้นจนจมลงสู่ก้นมหาสมุทร ก่อนจะไหลย้อนกลับไปทางใต้ในระดับลึก แต่ระบบนี้กำลังอ่อนแอที่สุดในรอบ 1,600 ปี ซึ่งเป็นผลจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ระบุว่า AMOC มีแนวโน้มที่จะล่มสลายเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ในอดีตแบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าระบบนี้จะอ่อนกำลังลงประมาณหนึ่งในสามภายในปี 2100 แต่รายงานล่าสุดพบว่าตัวเลขดังกล่าวอาจสูงถึง 51%
AMOC ล่มสลายเร็วกว่าที่คิด
ทีมนักวิจัยจากประเทศฝรั่งเศสใช้เทคนิคการสร้างแบบจำลองที่ละเอียดขึ้นโดยการรวมข้อมูลจริงจากการสังเกตการณ์ในมหาสมุทรเข้ากับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ CMIP6 ล่าสุด ด้วยวิธีการที่เรียกว่า ridge-regularized linear regression เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยหลายด้านพร้อมกัน เช่น อุณหภูมิในแอตแลนติกเหนือและระดับความเค็มในแอตแลนติกใต้ จนได้ข้อสรุปที่ว่า การใช้แบบจำลองเพียงอย่างเดียวประเมินผลกระทบต่ำไป 60% เมื่อเทียบกับการสังเกตการณ์และแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ โดยได้ค่าประมาณที่ดีที่สุดว่ากระแสน้ำจะลดลงประมาณ 51% ภายในปี 2100
ดร.วาเลนติน พอร์ตมันน์ ผู้นำการวิจัยระบุว่า AMOC กำลังจะลดลงมากกว่าที่ค่าเฉลี่ยของแบบจำลองสภาพภูมิอากาศทั้งหมดระบุไว้ สิ่งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากหมายความว่าระบบกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนคืนได้ ความไม่แน่นอนที่ลดลงในงานวิจัยชิ้นนี้เกิดจากการระบุแบบจำลองที่สะท้อนถึงระดับความเค็มที่ผิวน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการไหลเวียนนี้
ทางด้าน ศ.สเตฟาน รามสทอร์ฟ นักมหาสมุทรศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่อง AMOC มานานกว่า 35 ปี ให้ความเห็นว่าผลลัพธ์นี้น่ากังวลอย่างยิ่ง เขาชี้ให้เห็นว่าแบบจำลองที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องเกินจริง กลับกลายเป็นแบบจำลองที่สมจริงที่สุดในปัจจุบัน เพราะสอดคล้องกับข้อมูลสังเกตการณ์จริงได้ดีกว่า และมีความเป็นไปได้ที่ AMOC จะล่มสลายอย่างถาวรภายในช่วงกลางศตวรรษนี้
นอกจากนี้ รามสทอร์ฟยังเน้นย้ำว่า ในตอนนี้มีความเป็นไปได้ที่ AMOC ล่มสลายสูงกว่า 50% แล้ว ทั้งที่แบบจำลองส่วนใหญ่ยังไม่ได้คำนวณปัจจัยจากการละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์ ซึ่งจะทำให้น้ำในมหาสมุทรจืดลงและส่งผลให้การอ่อนกำลังของกระแสน้ำรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นเราจึงต้องหาทางยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
ดร.เรเน ฟาน เวสเทน นักวิจัยด้านมหาสมุทรและบรรยากาศ เสริมว่าทุก ๆ ครั้งที่ AMOC อ่อนกำลังลง ก็เป็นการผลักดันระบบทั้งหมดให้เข้าใกล้จุดที่การหยุดชะงักนั้นจะไม่สามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป แม้จะมีงานวิจัยบางชิ้นในปี 2025 ที่ระบุว่าการล่มสลายโดยสมบูรณ์อาจยังไม่เกิดขึ้นในศตวรรษนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยอมรับว่าการอ่อนกำลังลงในทุกกรณีถือเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
ผลกระทบที่คาดไม่ถึง
หากการล่มสลายของ AMOC เกิดขึ้นจริง ผลกระทบที่ตามมาจะถือเป็นหายนะสำหรับทวีปยุโรปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ภูมิภาคยุโรปตะวันตกอาจถูกผลักเข้าสู่สภาวะฤดูหนาวที่หนาวเย็นจัดอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก สภาพอากาศที่เคยอบอุ่นจากกระแสน้ำจะหายไป เปลี่ยนโฉมหน้าการดำรงชีวิตของผู้คนในแถบนั้นไปตลอดกาล
นอกจากความหนาวเย็นที่รุนแรงแล้ว ยุโรปยังอาจต้องเผชิญกับภัยแล้งในช่วงฤดูร้อนที่ยาวนานและรุนแรงขึ้น สภาวะอากาศที่แปรปรวนนี้จะสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบนิเวศและเศรษฐกิจในภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนจะทำให้ระบบการจัดการน้ำและการปรับตัวของเมืองต่าง ๆ ทั่วทั้งทวีปยุโรปต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤติ
ผลกระทบจากการล่มสลายของ AMOC ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในซีกโลกเหนือ แต่จะส่งผลกระทบต่อแถบฝนในเขตร้อนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตรโลก การล่มสลายนี้จะทำให้แถบฝนในเขตร้อนเคลื่อนย้ายตำแหน่ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารของประชากรหลายล้านคนในแอฟริกาและภูมิภาคอื่น ๆ การเพาะปลูกที่เคยทำได้ตามฤดูกาลจะเผชิญกับความไม่แน่นอนจนนำไปสู่ความล้มเหลวของการกสิกรรมในวงกว้าง
เกษตรกรหลายล้านคนทั่วโลกจะต้องเผชิญกับสภาวะอดอยากและความยากจน หากฝนไม่ตกตามฤดูกาล จนแหล่งน้ำตามธรรมชาติหายไป การเปลี่ยนแปลงนี้จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงทางการเมืองจากการขาดแคลนทรัพยากรอาหาร นี่ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม แต่เป็นวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่โลกต้องเตรียมรับมือ
อีกหนึ่งผลกระทบที่น่าหวาดหวั่น คือ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลรอบมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งคาดว่าจะสูงขึ้นอีกประมาณ 50-100 ซม. ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงอยู่แล้วจากภาวะโลกร้อนและการละลายของธารน้ำแข็ง ส่งผลให้เมืองชายฝั่งในทวีปอเมริกาและยุโรปจะมีความเสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมอย่างรุนแรงและการกัดเซาะชายฝั่งที่ยากจะป้องกัน
ดร.โจนาธาน แบมเบอร์ ผู้อำนวยการ Bristol Glaciology Centre ให้ความเห็นว่า แม้ในกรณีที่ระบบ AMOC ไม่ได้ล่มสลายโดยสมบูรณ์ แต่การอ่อนกำลังลงเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างหนักได้แล้ว การเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงจนต้องการยุทธศาสตร์การปรับตัวที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลใหม่ที่ระบุการอ่อนกำลังลงถึง 51% จึงเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลทั่วโลกต้องเริ่มวางแผนรับมือกับความเสี่ยงในระดับที่สูงขึ้นกว่าเดิม
การล่มสลายของระบบ AMOC ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้ต่ำอีกต่อไป ความละเอียดอ่อนของระบบกระแสน้ำที่ถูกรบกวนด้วยความร้อนและน้ำจืดจากการละลายของน้ำแข็ง กำลังนำโลกไปสู่สภาวะอันตรายที่ไม่สามารถคาดเดาได้ สัญญาณเตือนในครั้งนี้จึงชัดเจนเกินกว่าจะเพิกเฉยได้ และโลกมีเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษในการตัดสินใจและลงมือทำก่อนที่จุดเปลี่ยนผ่านจะถูกก้าวข้ามไปอย่างไม่อาจย้อนคืน
ที่มา: CNN, Independent, Phys, The Guardian





