ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ลุกลามเป็นแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก เรื่องราวของ “พลังงาน” กลับมาอยู่ในศูนย์กลางอีกครั้ง หนนี้ไม่ใช่แค่ราคาที่ผันผวน แต่คือการเปิดเผยความเปราะบางของระบบพลังงานโลกอย่างชัดเจน เนื้อหาจาก The Economist ถูกนำมาเล่าและขยายภาพโดย “ธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ซึ่งชี้ให้เห็นว่า วิกฤติครั้งนี้กำลังพาโลก “ถอยหลัง” ชั่วคราวในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
LNG ล็อตสุดท้าย และสุญญากาศของอุปทาน
ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากอ่าวอาหรับ ซึ่งคิดเป็นราวหนึ่งในห้าของอุปทานโลกได้ออกเดินทาง “ล็อตสุดท้าย” ก่อนที่สถานการณ์ความขัดแย้งจะปะทุขึ้น เมื่อเรือเหล่านี้ทยอยถึงปลายทางในช่วงต้นเดือนเมษายน โลกจึงต้องเผชิญความจริงใหม่ว่า “อุปทานก๊าซกำลังหายไป”
ประเทศที่พึ่งพา LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ภาวะโกลาหลอย่างรวดเร็ว ภาพที่เกิดขึ้นสะท้อนความเหลื่อมล้ำชัดเจน คือ
- ประเทศร่ำรวยยอม “จ่ายแพงขึ้น” เพื่อแย่งซื้อก๊าซ
- ประเทศยากจนต้อง “ลดการใช้พลังงาน” เช่น ปิดโรงเรียน หรือจำกัดวันทำงาน
- หลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกอื่นแบบเร่งด่วน
- ทางเลือกนั้นในหลายกรณีคือ “ถ่านหิน”
ถ่านหิน ตัวเลือกที่ไม่มีใครอยากได้ แต่จำเป็น
สิ่งที่เคยถูกผลักออกจากระบบพลังงานกำลังถูกดึงกลับมาอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ผ่อนคลายข้อจำกัดโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าที่เคยมีแผนปลดระวาง ขณะที่บังกลาเทศเร่งนำเข้าถ่านหินและไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน
ราคาถ่านหินในตลาดโลกตอบสนองทันที โดยดัชนีออสเตรเลียพุ่งขึ้นราว 25% ภายในเวลาไม่นาน ภาพนี้สะท้อนว่า “พลังงานสีดำ” กำลังกลับมาเป็นกลไกสำรองในยามวิกฤติ
ทำไมราคายังไม่พุ่งเท่าวิกฤติก่อน?
แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ราคาถ่านหินยังไม่พุ่งรุนแรงเท่าวิกฤติหลัง “การรุกรานยูเครนของรัสเซีย” ซึ่งครั้งนั้นราคาปรับขึ้นถึง 2.5 เท่า
คำตอบอยู่ที่โครงสร้างตลาดและภูมิศาสตร์พลังงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ถ่านหินเพียงประมาณ 17% ของโลกเท่านั้นที่ซื้อขายข้ามพรมแดน ต่างจาก LNG ที่แทบทั้งหมดอยู่ในตลาดโลก อีกทั้งวิกฤติครั้งนี้กระทบ “เอเชีย” เป็นหลัก ไม่ใช่ยุโรปเหมือนในปี 2022
ประเทศอย่างจีนและอินเดียยังมีฐานการผลิตถ่านหินภายในประเทศขนาดใหญ่ และสามารถเพิ่มกำลังผลิตได้ภายในไม่กี่เดือน ที่สำคัญ พวกเขายังมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไม่ได้ใช้งานเต็มกำลัง ซึ่งสามารถนำกลับมาเดินเครื่องได้ทันที
ความเสี่ยงที่ยังไม่คลี่คลาย
แม้ถ่านหินจะช่วย “พยุงระบบ” ไว้ได้บางส่วน แต่แรงกดดันในตลาดพลังงานยังคงสูง น้ำมันซึ่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ มีราคาพุ่งขึ้นราว 50% ขณะที่ LNG ก็เกือบเพิ่มขึ้นเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
ข้อมูลจาก Argus Media ระบุว่า ตลาดถ่านหินโลกตึงตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่ออินโดนีเซีย ผู้ส่งออกรายใหญ่ ใช้นโยบายจำกัดการผลิต แม้จะเริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายเพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น หาก LNG จากอ่าวอาหรับยังไม่กลับเข้าสู่ตลาดในเร็ววัน ราคาพลังงานทุกประเภทอาจเผชิญแรงกระแทกอีกระลอก
เส้นทางพลังงานที่ไม่เคยตรง
วิกฤติครั้งนี้ตอกย้ำข้อเท็จจริงสำคัญว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ไม่ได้ดำเนินไปอย่างเป็นเส้นตรง ในวันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง ประเทศต่าง ๆ ยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงดั้งเดิมเพื่อรักษาเสถียรภาพ
ในระยะยาว พลังงานหมุนเวียนยังคงเป็นคำตอบที่ทั้งสะอาดและคุ้มค่า แต่ในระยะสั้น ถ่านหินยังคงเป็น “กันชน” ที่โลกหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ธารา” ชวนมอง วิกฤตินี้ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน หากแต่เป็นบททดสอบว่า โลกจะสามารถสร้างระบบพลังงานที่ “ยืดหยุ่นและทนทาน” ได้จริงหรือไม่ ในยุคที่ความเสี่ยงไม่ได้มาจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมาจากความขัดแย้งของมนุษย์เอง





