วันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติฝุ่นเหนือ 2569 ล้มเหลว จี้รัฐฟื้น 'เชียงดาวโมเดล' แก้ไฟป่าที่ต้นเหตุ

วิกฤติฝุ่นเหนือ 2569 ล้มเหลว จี้รัฐฟื้น 'เชียงดาวโมเดล' แก้ไฟป่าที่ต้นเหตุ

สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในภาคเหนือตอนบนของไทยปี 2569 กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติหนัก โดย “ดร.สนธิ คชวัฒน์” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ออกมาวิเคราะห์ว่า มาตรการของภาครัฐที่ผ่านมานั้น “ไร้ผลโดยสิ้นเชิง” และสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

"ดร.สนธิ" ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2569 จังหวัดเชียงใหม่มีค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานต่อเนื่องยาวนานถึง 40 วัน สะท้อนความล้มเหลวของระบบป้องกันและควบคุมมลพิษ โดยต้นเหตุหลักกว่า 80% มาจากไฟไหม้ป่า ทั้งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ แนวโน้มการเผาป่าที่รุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปี 2568 ที่มีพื้นที่ป่าถูกเผาประมาณ 5.8 ล้านไร่ จากพื้นที่ป่าทั้งหมดราว 45 ล้านไร่ แต่ในปี 2569 ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเป็นกว่า 13 ล้านไร่แล้ว สะท้อนสถานการณ์ที่ “หลุดการควบคุม

“เชียงดาวโมเดล” ทางออกที่ถูกลืม

"ดร.สนธิ" ชี้ว่า ไทยเคยมีเครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหา นั่นคือ “เชียงดาวโมเดล” ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ผสานความร่วมมือกับภาครัฐ เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความร่วมมือ

หัวใจสำคัญของโมเดลดังกล่าว คือการเปลี่ยนบทบาทของชุมชนจากผู้ถูกกล่าวหา ให้กลายเป็นเจ้าภาพ ในการดูแลทรัพยากรป่าไม้ โดยให้ชุมชนมีอำนาจ มีเครื่องมือ และมีแรงจูงใจในการป้องกันไฟป่าด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม "ดร.สนธิ" ตั้งข้อสังเกตว่า แม้โมเดลนี้เคยช่วยลดปัญหาฝุ่นควันได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่กลับไม่ถูกนำมาใช้อย่างจริงจังในปี 2569 กลายเป็นเพียงแนวคิดที่ถูกพูดถึงแต่ไม่ถูกปฏิบัติ หรือ “Talk Only”

4 หลักการสำคัญ แก้ไฟป่าที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายทาง

“เชียงดาวโมเดล” มีหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  • เปลี่ยนจำเลยเป็นเจ้าภาพ: เสริมพลังให้ชุมชนเป็นแนวหน้าในการเฝ้าระวังไฟป่า ผ่านการจัดตั้งชุดปฏิบัติการดับไฟป่าระดับหมู่บ้าน
  • แรงจูงใจมากกว่าการบังคับ: ใช้ระบบหมู่บ้านปลอดเผา พร้อมเงินรางวัล และสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
  • บูรณาการความร่วมมือ: เชื่อมโยงหน่วยงานรัฐ ผู้นำชุมชน และอาสาสมัคร ให้ทำงานเป็นทีมเดียวกัน
  • แก้ที่ต้นเหตุ: บริหารจัดการเชื้อเพลิงล่วงหน้า เช่น ชิงเผาแบบควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงไฟป่าขนาดใหญ่

ลงมือทำระดับหมู่บ้าน ใช้เทคโนโลยีเสริม

ในเชิงปฏิบัติ โมเดลนี้เน้นการจัดทำแผนระดับหมู่บ้าน สนับสนุนอุปกรณ์และทรัพยากรให้กับเครือข่ายชุมชน รวมถึงการใช้เทคโนโลยี เช่น โดรน เพื่อตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เข้าถึงยาก เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ควบคู่กันนั้น ยังต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ผ่านหน่วยเฉพาะกิจเพื่อตัดวงจรการลักลอบเผาป่า ซึ่งยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่

ปัญหาเชิงระบบ—งบล่าช้า

"ดร.สนธิ" ชี้ให้เห็นปัจจัยซ้ำเติมวิกฤตในปีนี้ ได้แก่ การจัดสรรงบประมาณที่ล่าช้า การบริหารแบบสั่งการจากส่วนกลาง (Top-down) ที่ไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัดและปริมาณเชื้อเพลิงในป่าที่สะสมจำนวนมาก

แม้จะมีมาตรการปิดป่า แต่กลับพบการลักลอบเผาเพิ่มขึ้น สะท้อนว่ามาตรการเชิงบังคับเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน

ข้อเสนอ ฟื้นโมเดลที่เคยได้ผล ก่อนวิกฤติลุกลาม

"ดร.สนธิ" เสนอว่า หากรัฐบาลยังคงใช้แนวทางเดิมโดยไม่ปรับเปลี่ยน ประเทศไทยอาจเผชิญวิกฤตฝุ่นควันที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต

“เชียงดาวโมเดลไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เป็นคำตอบที่เคยได้ผล สิ่งที่ขาดไม่ใช่นโยบาย หากแต่เป็นการลงมือทำอย่างจริงจัง และการคืนอำนาจให้ชุมชนเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน"