ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ประเทศสเปนต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ไฟป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำลายทั้งระบบนิเวศ สัตว์ป่า และชุมชนโดยรอบ ทั้งหมดเป็นผลมาจากความร้อน ความแห้งแล้ง และ ผลพวงจากการละทิ้งพื้นที่ชนบท ส่งผลให้มีผู้คนและฝูงสัตว์ในพื้นที่น้อยลง พืชพรรณและวัชพืชต่าง ๆ เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติที่พร้อมจะลุกไหม้ทุกเมื่อ เพื่อแก้ปัญหานี้ หลายภูมิภาคในสเปนได้หันกลับไปใช้ “ลากาตาลา” มาช่วยป้องกันไฟป่า
“ลากาตาลา” ผู้พิทักษ์ผืนป่ากาตาลุญญา
“ลากาตาลา” (Catalan donkey) ลาสายพันธุ์พื้นเมืองที่กำลังใกล้สูญพันธุ์และถือเป็นสัญลักษณ์ของแคว้นกาตาลุญญา ได้กลายมาเป็นพันธมิตรคนสำคัญในภารกิจป้องกันไฟป่าในช่วงฤดูร้อนนี้
สภาจังหวัดบาร์เซโลนาริเริ่มโครงการนำร่อง เพื่อนำลากาตาลามาช่วยทำความสะอาดพื้นที่ป่าที่เต็มไปด้วยวัชพืชและพุ่มไม้หนา โครงการนี้จะถูกขยายผลไปยังพื้นที่ปริมณฑล เพื่อช่วยดูแลแนวป้องกันไฟป่าที่มักจะถูกปล่อยให้รกชัฏ
จอร์ดี ฟาเบรกา รองประธานฝ่ายป้องกันไฟป่าและการจัดการป่าไม้ กล่าวว่า การดูแลและทำความสะอาดแนวป้องกันรอบเขตเมืองมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และลาสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้
สำหรับปีนี้ สภาจังหวัดได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนสมาคมเจ้าของป่าไม้ประมาณ 16,000 ดอลลาร์ เพื่อส่งเสริมการนำลากาตาลาไปใช้ดูแลที่ดินส่วนบุคคล ฟาเบรกาย้ำว่ามีพื้นที่เสี่ยงภัยมากกว่า 1,500 แห่งที่ต้องการการดูแล และลาเหล่านี้คือกุญแจสำคัญสู่อนาคตของประเทศในการรับมือกับอัคคีภัย
ด้วยลักษณะทางกายภาพของลากาตาลา ที่มีฟันขนาดใหญ่ทั้งด้านบนและด้านล่าง ทำให้สามารถตัดและเปิดทางเดินในป่ารกได้เหมือนกับเครื่องตัดหญ้า อีกทั้งลาหนึ่งตัวมีน้ำหนักมากกว่าแพะถึงสามเท่าและกินอาหารมากกว่าสิบเท่า ซึ่งหมายความว่าในแต่ละวัน พวกมันกำจัดวัชพืชได้มหาศาล
ซาเวียร์ บาร์เซโล เจ้าของที่ดินในหมู่บ้านรูพิท ซึ่งเลี้ยงลากาตาลาบนพื้นที่กว่า 1,875 ไร่ กล่าวว่า การใช้ล่าช่วยถางป่าได้ผลยั่งยืนกว่าการจ้างทีมงานมาทำความสะอาดเป็นระยะ เพราะพวกมันควบคุมง่ายและทำงานในป่าได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ ลายังสามารถย่อยพืชที่แห้งและหยาบกร้านได้ดีกว่าแกะหรือวัว หากปล่อยให้ พวกมันกินพืชเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จะช่วยลดปริมาณวัชพืชที่ทำให้เชื้อเพลิงในป่าที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้ไฟลุกลามได้เป็นอย่างดี
กองพันลาผู้พิทักษ์ป่า
ในแคว้นอันดาลูซีอา สมาคม El Burrito Feliz ได้ดำเนินโครงการ “กองพันลาผู้พิทักษ์ป่า” มาตั้งแต่ปี 2014 เพื่อปกป้องพื้นที่รอบนอกอุทยานแห่งชาติโดญาน่า ซึ่งเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หายากมากมาย โดยลาส่วนใหญ่ที่อยู่ในโครงการนี้ เป็นลาที่ถูกทอดทิ้งและนำมาฝึกให้เป็นผู้พิทักษ์ป่าสี่ขา
หลุยส์ มานูเอล เบฮาราโน ประธานสมาคม El Burrito Feliz เรียกสัตว์เหล่านี้ว่าเป็น “นักดับเพลิงกินพืชที่ดีที่สุด” เพราะตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเกิดไฟป่าในอุทยานโดญาน่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ฝูงลาจะออกปฏิบัติงานตามแผนยุทธวิธีวันละ 7 ชั่วโมง ตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤศจิกายน โดยจะเล็มหญ้าและวัชพืชตามแนวป้องกันไฟที่กำหนดไว้อย่างเป็นระเบียบ เมื่อสิ้นสุดวัน พวกมันจะสามารถกำจัดวัสดุไวไฟในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างหมดจด
ความสำเร็จนี้ได้รับการชื่นชมจากหน่วยฉุกเฉินทางทหาร (UME) ของสเปน หน่วยงานหลักในการดับไฟป่า ทหารจากหน่วย UME ถึงกับมีการรับอุปถัมภ์ลาในโครงการนี้ และมอบหมวกนิรภัยจำลองให้เป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ
นอกจากเจ้าหน้าที่แล้ว อาสาสมัครจากกลุ่ม Mujeres por Doñana ยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ พวกเขาจะช่วยเข็นน้ำเข้าไปให้ลาในพื้นที่ลึกของป่าที่รถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้แน่ใจว่าเหล่านักดับเพลิงสี่ขาสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข
ความสำเร็จนี้ สร้างแรงบันดาลใจไปยังพื้นที่อื่น ๆ เช่น ในเมืองทิวิซ่า แคว้นกาตาลุญญา ที่เริ่มโครงการ Burros Bomberos ในปี 2020 จากลาเพียง 3 ตัวดูแลพื้นที่ 12.5 ไร่ และปัจจุบันขยายเป็น 40 ตัว ดูแลพื้นที่กว่า 2,450 ไร่ โดยโจแอน เซโด ผู้ก่อตั้งโครงการให้ความเห็นว่า ลาทำงานด้วยความเชื่อมั่นและมุ่งมั่น ซึ่งต่างจากม้าที่อาจทำเพราะถูกบังคับ
ในแคว้นกาลิเซีย สมาคม Asociación Andrea ใช้ลาดูแลพื้นที่เกือบ 6,250 ไร่ ภายในเขตอนุรักษ์ชีวมณฑลอัลลาริซ โครงการนี้เริ่มต้นจากการฟื้นฟูหมู่บ้านที่ถูกทิ้งร้าง ด้วยการถางป่าด้วยมือสลับกับการใช้ลาเพื่อรักษาพื้นที่ให้สะอาดอยู่เสมอ โดยลาโครงการนี้จะถูกติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามตำแหน่งและวิเคราะห์พฤติกรรมการกิน พวกมันสามารถเดินหากินวัชพืชได้ไกลถึง 19 กิโลเมตรต่อวัน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางในเขตอนุรักษ์
ศ.โรซา มาเรีย คานาลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยา ยืนยันว่าการใช้ลาช่วยลดการเกิดเชื้อเพลิงธรรมชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันการทำเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมที่ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร ซึ่งทำให้ป่าไม้มีความหนาแน่นและแห้งแล้งสะสมจนเสี่ยงต่อไฟ
ศ.คานาลส์อธิบายเพิ่มเติมว่า “เรามักจะตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่เสียไปแล้วในอดีต ลาที่เคยเป็นแรงงานหลักในชนบทกำลังกลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในฐานะผู้พิทักษ์ธรรมชาติ การนำลาคืนสู่พื้นที่ชนบทจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสัญลักษณ์ แต่เป็นยุทธวิธีในการป้องกันภัยพิบัติ”
อย่างไรก็ตาม เดวิด เลมา ประธานสมาคม Andrea เตือนว่าแม้ลาจะเป็นเครื่องมือที่มีค่า แต่พวกมันไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ยังต้องอาศัยการวางแผนการใช้ที่ดินและการจัดการป่าไม้ที่ถูกต้อง สิ่งสำคัญคือต้องลดการปลูกพืชที่ไวต่อไฟ เช่น สน หรือยูคาลิปตัส ในพื้นที่ป่าชุมชน เพราะพืชเหล่านี้คือปัจจัยหลักที่รับประกันว่าจะเกิดไฟไหม้อย่างแน่นอน
ที่มา: Catalan News, Euro News, National Geographic, People





