วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

ฤดูร้อนมาเร็ว กินเวลานานขึ้น อากาศร้อนกว่าเดิม รุนแรงต่อเนื่อง วงจรชีวิตคน-สัตว์เปลี่ยน

ฤดูร้อนมาเร็ว กินเวลานานขึ้น อากาศร้อนกว่าเดิม รุนแรงต่อเนื่อง วงจรชีวิตคน-สัตว์เปลี่ยน

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสร้างผลกระทบโลกอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ฤดูร้อนเริ่มขึ้นเร็วกว่าเดิม และกินระยะเวลายาวนานกว่าเดิม ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการวางแผนในระดับโครงสร้างพื้นฐาน

ตามผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) พบว่าในช่วงปี 1990-2023 ฤดูร้อนโดยเฉลี่ยในเขตละติจูดกลางของโลกมีความยาวเพิ่มขึ้นประมาณ 6 วันต่อทศวรรษ ถือว่าอัตราการเพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างมาก เมื่อเทียบกับการศึกษาก่อนที่พบว่าฤดูร้อนเพิ่มขึ้น 4.8 วันต่อทศวรรษในช่วงก่อนปี 2012

หากเปรียบเทียบกับช่วงทศวรรษ 1960 พบว่าฤดูร้อนในปัจจุบันมีระยะเวลายาวนานขึ้นรวมแล้วประมาณ 30 วัน ซึ่งเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ทั้งบนบก ชายฝั่ง และมหาสมุทร โดยเฉพาะในทศวรรษล่าสุดที่ระยะเวลาฤดูร้อนในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าบนบก เนื่องจากช่วงอุณหภูมิตามฤดูกาลที่ลดลง

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเมืองซิดนีย์ ของออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันมีสภาพอากาศแบบฤดูร้อนยาวนานถึง 130 วัน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปี 1990 ที่มีเพียง 80 วัน ในขณะที่เมืองโตรอนโตและมินนีแอโพลิสในซีกโลกเหนือก็มีแนวโน้มที่ฤดูร้อนเพิ่มขึ้นนอัตรา 8 และ 9.3 วันต่อสิบปีตามลำดับ

อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 1-2 องศาเซลเซียสตลอดช่วงฤดูกาล กลับทำให้มีวันที่อากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้นได้ถึง 4 เท่า ในปัจจุบันเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย มีวันที่อากาศร้อนจัดเกิน 41.3 องศาเซลเซียสเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับก่อนปี 1975 ขณะที่จำนวนวันที่ร้อนเกิน 42 องศาเซลเซียสในเมืองเมลเบิร์น นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา มีจำนวนเท่ากับวันอากาศร้อนในรอบ 90 ปีก่อนหน้านั้นรวมกัน

ดร.ลินเดน แอชครอฟต์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ระบุว่า เหตุการณ์ความร้อนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เกิดบ่อยขึ้น แต่ยังรุนแรงขึ้นอีกด้วย เธอเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นผลมาจากก๊าซเรือนกระจกจากการกระทำของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การศึกษายังเสนอแนวคิดเรื่อง “ความร้อนสะสม” ซึ่งเป็นการวัดทั้งความเข้มข้นและระยะเวลาของความร้อนที่เกินค่าเกณฑ์มาตรฐานท้องถิ่น พบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของความร้อนสะสมในซีกโลกเหนือตั้งแต่ปี 1990 สูงกว่าช่วงปี 1961-1990 ถึง 300%

นอกเหนือจากระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นแล้ว การเปลี่ยนผ่านระหว่างฤดูกาลยังเกิดขึ้นฉับพลันมากขึ้นกว่าในอดีต แทนที่จะเป็นการค่อย ๆ อุ่นขึ้นเหมือนที่เคยเป็นมา กลายเป็นว่าฤดูร้อนเริ่มเร็วขึ้นและจบช้าลง ทำให้ระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับฤดูกาลเริ่มสับสนเปลี่ยนไป

ผลกระทบนี้ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง เช่น ดอกไม้อาจบานก่อนที่แมลงผสมเกสรจะเริ่มทำงาน หรือการละลายของหิมะที่รวดเร็วเกินไปจนเสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน เกษตรกรต้องเผชิญกับความท้าทายในการวางแผนเพาะปลูก เนื่องจากฤดูกาลเติบโตขยายตัวแต่ระยะเวลาของแสงแดดไม่เปลี่ยนแปลงตาม

เท็ด สกอตต์ ผู้นำการวิจัยจากภาควิชาภูมิศาสตร์ UBC กล่าวว่า เมื่อฤดูร้อนเริ่มขึ้นเร็วกว่าเดิม หลายเมืองขาดการเตรียมพร้อมสำหรับความร้อนที่มาเร็วกว่ากำหนด เช่น การจัดเตรียมศูนย์คลายร้อนหรือการสื่อสารแจ้งเตือนสาธารณะ

ความแตกต่างของพื้นที่ยังมีส่วนสำคัญ โดยบริเวณชายฝั่งอาจได้รับลมทะเลช่วยบรรเทาความร้อนสุดขั้วได้มากกว่าพื้นที่ตอนใน อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองที่มีแต่ตึกสูง ก็ส่งผลให้ความร้อนที่คนรู้สึกจริงสูงกว่าในพื้นที่ที่มีต้นไม้ปกคลุม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้

อุณหภูมิในช่วงกลางคืนในทุกเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่กลับไม่มีใครสนใจเท่าอากาศร้อนในตอนกลางวัน ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนและฟื้นฟูจากความร้อนสะสมระหว่างวัน

ศ.ออลลี่ เจย์ จากศูนย์วิจัยความร้อนและสุขภาพ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ระบุว่า หากอุณหภูมิกลางคืนสูงถึง 29 องศาเซลเซียสจะเริ่มมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ อุณหภูมิระดับนี้ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อมากในขณะหลับจนเกิดสภาวะขาดน้ำ ซึ่งจะเพิ่มอันตรายหากต้องเผชิญความร้อนอีกในวันถัดไป

สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการนอนหลับ เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้การนอนหลับไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อีกทั้งในช่วงที่มีคลื่นความร้อนรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย และทำให้เกิดความเครียดสูง

ศ.เบน นิวเวลล์ นักจิตวิทยาพฤติกรรม อธิบายว่ามนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่บรรทัดฐานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ความทรงจำของเรามักถูกแต่งแต้มด้วยประสบการณ์ทางอารมณ์ ทำให้เราอาจหลงลืมไปว่าในอดีตสภาพอากาศเคยเย็นกว่านี้และรู้สึกว่าความร้อนปัจจุบันเป็นเรื่องปรกติ

การปรับตัวทางจิตวิทยานี้ ไม่ต่างจาก “ปรากฏการณ์กบต้ม” ที่สภาพการณ์ค่อย ๆ แย่ลงทีละน้อยจนเราไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วนในการแก้ไข หากเราเคยชินกับความร้อนผิดปรกติ เราก็จะไม่รู้สึกจำเป็นที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อหยุดยั้งสาเหตุของภาวะโลกร้อนอาจไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควร


ที่มา: ABCDown to EarthEarthUniversity of British Columbia