วันพุธ ที่ 15 เมษายน 2569

Login
Login

สัญญาณ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เขย่าไทย ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ติดกับดักแก้แล้งแบบเดิม

สัญญาณ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เขย่าไทย ฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ติดกับดักแก้แล้งแบบเดิม

จับตาปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ กรมอุตุนิยมวิทยา คาดไทยมีโอกาสเกิด มิถุนายน-สิงหาคม 2569 ความน่าจะเป็น 62% สถาบันสารสนเทศน้ำ คาดฝนปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี “อีสาน-ตะวันออก-ใต้” เสี่ยงตกน้อย “นักวิชาการ” ชี้โลกร้อนเร่งเอลนีโญ พื้นที่เคยแล้งเสี่ยงแล้งหนักขึ้น ห่วงติดกับดักแก้แบบเดิม แนะรัฐจัดการ “สามน้ำ” เป็นระบบ “ท่วม-แล้ง-น้ำเสีย” ด้านผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัติ ชี้พยากรณ์ล่วงหน้าได้แค่ 3 เดือน

หน่วยงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) และศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) คาดการณ์ว่า “ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ” รอบนี้จะเริ่มช่วงกลางปี 2569 และอาจลากยาวจนถึงต้นปี 2570 นับว่าเป็นเหตุการณ์รุนแรงสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยปรกติเกินกว่า 2.5 องศาเซลเซียส

โดยทั่วไปแล้ว “เอลนีโญ” เป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนฝั่งตะวันออกและตอนกลางอุ่นกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้รูปแบบลมฟ้าอากาศทั่วโลกแปรปรวน แต่เมื่อความร้อนของผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะถูกจัดอยู่ระดับรุนแรงที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบที่ยาวนานและรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า

นายพอล ราวน์ดี ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสเตท กล่าวว่า นี่จะเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง โลกจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและหยาดน้ำฟ้าในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล

สำหรับประเทศไทยและประเทศในอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเปราะบางสูงต่อความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากซูเปอร์เอลนีโญเกิดขึ้นจริงนั้น ครอบคลุมหลายมิติ

สิ่งแรกที่เห็นชัดที่สุดคือ “วิกฤติภัยแล้ง” ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนาน ส่งผลให้แหล่งน้ำธรรมชาติและอ่างเก็บน้ำสำคัญทั่วประเทศมีระดับน้ำลดลง กระทบโดยตรงต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมถึงภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำเป็นปัจจัยหลัก

ในภาคการเกษตรถือเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทยและภูมิภาค อาจต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลักของโลกอย่างไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย มีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะลดลง ทั้งข้าว อ้อย และปาล์มน้ำมัน นำไปสู่ภาวะสินค้าเกษตรตึงตัว และอาจดันราคาอาหารในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังผู้บริโภคทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม การรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญไม่สามารถพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว การเตรียมความพร้อมเชิงระบบยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ตั้งแต่การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก การรณรงค์ประหยัดน้ำ การกักเก็บน้ำช่วงฤดูฝน ไปจนถึงการจัดลำดับความสำคัญการใช้น้ำ

คาดปริมาณฝนปีนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ขณะที่กรมอุตินิยมวิทยา ระบุสถานการณ์ของไทยต่อปรากฎการณ์เอนโซ ขณะนี้ยังอยู่ภาวะลานีญา โดยจะเปลี่ยนสู่สภาวะปกติเดือน เม.ย.2569 และคาดว่ามีแนวโน้มเปลี่ยนเข้าสภาวะเอลนีโญเดือน มิ.ย.-ส.ค.2569 ด้วยความน่าจะเป็น 62% และจะต่อเนื่องถึงปลายปี 2569

สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ประเมินว่าอุณหภูมิของไทยมีแนวโน้มสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย รวมถึงปริมาณฝนของไทยต่ำกว่าค่าปกติ 

ทั้งนี้ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในปี 2569 จะใกล้เคียงปี 2555 ที่มีปริมาณ 1,479 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปีที่มีพายุเข้าไทย 1 ลูก คือ พายุแกมี รวมทั้งเป็นระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี ที่มีระดับ 1,500 มิลลิเมตร ในขณะที่ปี 2568 ที่มีภาวะลานีญา ปริมาณฝนอยู่ที่ 1,816 มิลลิเมตร

นอกจากนี้ มีการประเมินสถานการณ์ฝนมากกว่าค่าปกติบริเวณบางพื้นที่ของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติอยู่พื้นที่ส่วนใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกบริเวณจังหวัดจันทบุรีและตราด และภาคใต้

“โลกร้อน”เร่งปรากฎการณ์เอลนีโญ

ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ขณะนี้โลกกำลังอยู่ช่วงรอยต่อจากลานีญาเริ่มอ่อนกำลังลงสู่ภาวะเอลนีโญเต็มรูปแบบ โดยคาดว่าผลกระทบจะเริ่มเห็นชัดตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงปลายฤดูฝน

“แม้เอลนีโญจะเป็นวงจรธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นในปัจจุบันคือการซ้อนทับของภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติรุนแรงขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา สภาพอากาศมีแนวโน้มเกิดความสุดโต่งมากขึ้น พื้นที่ที่เคยแห้งอาจเผชิญภัยแล้งหนักกว่าเดิม ขณะที่พื้นที่ฝนชุกอาจเผชิญน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้นเช่นกัน”

ในบางพื้นที่อุณหภูมิอาจสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราวร้อยละ 30 หรือมากกว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลโดยตรงต่อภาคการเกษตรซึ่งพึ่งพาน้ำฝนและน้ำต้นทุนจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก

นอกจากบนบกแล้ว “ศ.ดร.สุชนา” บอกว่า ผลกระทบยังลุกลามลงสู่มหาสมุทร อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจนำไปสู่ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในวงกว้าง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงการเสื่อมถอยของระบบนิเวศทางทะเล ปะการังถือเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก เมื่อแนวปะการังเสียหายย่อมกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร ความหลากหลายทางชีวภาพ และรายได้จากการท่องเที่ยวทางทะเล

“แม้ปัจจุบันจะมีความพยายามฟื้นฟูปะการังผ่านวิธีการเพาะขยายพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ แต่ธรรมชาติของปะการังที่เติบโตช้าเพียง 2-3 เซนติเมตรต่อปี ทำให้การฟื้นตัวต้องใช้เวลานานหลายปีหรือหลายทศวรรษ”

ผลกระทบของเอลนีโญยังเชื่อมโยงไปถึงภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้า การเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ ซึ่งอาจเผชิญข้อจำกัดหากระดับน้ำในเขื่อนลดลงต่ำกว่าปกติ

แนะรัฐจัดการ “สามน้ำ” เป็นระบบ

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ รองประธานมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ และผู้ทรงคุณวุฒิในคณะทำงานวิชาการพื้นที่ชุ่มน้ำ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญของไทยไม่ได้อยู่ที่ปริมาณน้ำในเขื่อนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำที่ยังเน้นระบบชลประทานขนาดใหญ่ ขณะที่พื้นที่เกษตรจำนวนมากยังพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดเล็ก

“แม้ตัวเลขปริมาณน้ำในเขื่อนตอนนี้อาจดูอยู่ในระดับครึ่งหนึ่งของความจุ แต่หากพิจารณาเฉพาะน้ำที่สามารถนำมาใช้ได้จริง จะพบว่ามีอยู่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ขณะที่พื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทานจำนวนมหาศาลยังคงเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ”

สถานการณ์เอลนีโญอาจส่งผลให้แหล่งน้ำขนาดเล็กแห้งขอดเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรรายย่อยซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบชลประทานหลัก เช่น สวนผลไม้ในภาคตะวันออกหรือภาคใต้

นายหาญณรงค์ ตั้งข้อสังเกตว่า การแก้ปัญหาภัยแล้งในอดีตมักมุ่งเน้นการขุดลอกแหล่งน้ำหรือสร้างโครงการใหม่ แต่หลายกรณีกลับส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เช่น การขุดลอกพื้นที่ชุ่มน้ำจนทำให้โครงสร้างทางน้ำตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลง หรือการสร้างคันดินที่ขวางทางไหลของน้ำฝน

พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งกักเก็บน้ำ แหล่งประมง และแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ หากถูกทำลายอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในระยะยาว

ข้อเสนอสำคัญคือการปรับแนวคิดสู่การบริหารจัดการ “สามน้ำ”ได้แก่ น้ำแล้ง น้ำท่วม และน้ำเสีย อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งส่งเสริมการอนุรักษ์แหล่งน้ำธรรมชาติในระดับท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

เตือนอย่าด่วนเชื่อคาดการณ์ยาว

ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสนอให้สังคมไทยใช้ความระมัดระวังในการตีความข้อมูลการคาดการณ์ระยะยาวเกี่ยวกับเอลนีโญ โดยชี้ว่าความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศโดยทั่วไปอยู่ในช่วงประมาณ 3 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น ขณะที่การคาดการณ์เป็นปีหรือหลายปีมักมีความคลาดเคลื่อนสูง

“บทเรียนจากอดีตสะท้อนให้เห็นว่าเคยมีการคาดการณ์ว่าไทยจะเผชิญเอลนีโญต่อเนื่องหลายปี แต่ในความเป็นจริงกลับเกิดลานีญาซึ่งทำให้ฝนตกหนักและน้ำท่วมต่อเนื่องแทน สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบภูมิอากาศโลกที่ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย”

ประเทศไทยมีลักษณะภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ทำให้รูปแบบอากาศไม่ได้ขึ้นอยู่กับเอลนีโญเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งอาจทำให้เกิดฝนตกแม้จะอยู่ในช่วงที่คาดว่าจะแล้ง

ภายใต้ภาวะโลกร้อน รูปแบบของเอลนีโญและลานีญามีแนวโน้มแปรปรวนรุนแรงขึ้นและเกิดถี่ขึ้น ส่งผลให้การคาดการณ์ระยะยาวทำได้ยากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ศ.ดร.ธนวัฒน์เสนอว่า ประเทศไทยควรพัฒนาระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ และใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งทั้งในสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป และประเทศในเอเชีย เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจเชิงนโยบาย