สถานการณ์ฝุ่นพิษของไทยกลับเข้าสู่ภาวะวิกฤติอีกครั้ง หลังข้อมูลล่าสุดเช้าวันที่ 10 เมษายน 2569 พบจุดความร้อนจากไฟป่าและการเผาในภาคเกษตรพุ่งสูงถึง 5,327 จุด เพิ่มขึ้นจาก 3,827 จุดในวันก่อนหน้า ทำสถิติสูงสุดใหม่ของปี ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 ปกคลุมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือที่อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก ขณะที่ประเทศไทยขยับขึ้นเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนด้านจำนวนจุดความร้อน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด เพื่อแก้ปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษและกระทบสุขภาพประชาชนในวงกว้าง
ข้อมูลจาก GISTDA ระบุว่า สถานการณ์ปีนี้มีแนวโน้มเลวร้ายลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไม่มีฝนช่วยลดการสะสมของมลพิษ ส่งผลให้หมอกควันปกคลุมหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ ภาคเหนือ ซึ่งยังคงเผชิญค่าฝุ่น PM2.5 ในระดับ สีม่วง (อันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก) และบางพื้นที่แตะระดับ สีน้ำตาล ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงอันตรายรุนแรงที่ประชาชนทุกกลุ่มอาจได้รับผลกระทบด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ หลายพื้นที่ใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มมีค่าฝุ่นในระดับสีม่วงเพิ่มขึ้น ขณะที่ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีค่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับ สีแดง (อันตรายต่อสุขภาพ) และ สีส้ม (เริ่มส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง) สะท้อนการขยายตัวของปัญหามลพิษทางอากาศในวงกว้าง
ไทยเผาพุ่งอันดับ 2 อาเซียน ป่าไม้ยังเป็นแหล่งกำเนิดหลัก
เมื่อเปรียบเทียบในระดับภูมิภาค พบว่า สปป.ลาว มีจำนวนจุดความร้อนสูงสุดในอาเซียนที่ 6,701 จุด ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ 2 ที่ 5,327 จุด ส่วนเมียนมามีแนวโน้มลดลงเหลือ 1,978 จุด
สำหรับประเทศไทย พบว่า พื้นที่ป่าไม้ (รวมการเผาไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) เป็นแหล่งกำเนิดจุดความร้อนมากที่สุดถึง 4,497 จุด สะท้อนแรงกดดันจากการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร
ในภาคเกษตรกรรม พบการเผาเพิ่มขึ้นในหลายชนิดพืช โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่
- นาข้าว 246 จุด
- ไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 221 จุด
- อ้อยโรงงาน 43 จุด
- พื้นที่เกษตรอื่น 202 จุด
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเผาเศษซากพืชยังคงเป็นวิธีที่เกษตรกรจำนวนมากใช้เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก แม้จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง
เสนอเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด ยืดเยื้อกว่า 10 ปี
“รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ซึ่งปัจจุบันยังคงค้างอยู่ในชั้นวุฒิสภา เพื่อสร้างกลไกเชิงโครงสร้างในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน เนื่องจากผลกระทบของ PM2.5 ต่อสุขภาพประชาชนมีความรุนแรงและสะสมมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี
“หากกฎหมายที่มีอยู่สามารถบังคับใช้ได้จริง ปัญหานี้คงไม่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพของประชาชนมากกว่าผลประโยชน์ของผู้ก่อมลพิษรายใหญ่”
ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวมีแนวทางช่วยให้ผู้ก่อมลพิษทั้งรายเล็กและรายใหญ่สามารถปรับตัวไปสู่กระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยมลพิษ ขณะเดียวกันยังมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เกษตรกรรายย่อย หรือชุมชนในพื้นที่ป่า ให้สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางที่ไม่ต้องพึ่งพาการเผา ผ่านการสนับสนุนแบบมีเงื่อนไขอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากากป้องกัน PM2.5
"รศ.ดร.วิษณุ" แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ ควรลดการสัมผัสอากาศภายนอกอาคาร และสวมหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่น PM2.5 ได้ทุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องออกจากบ้าน
นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือทุกภาคส่วน งดการเผาในช่วงนี้ เพื่อลดความรุนแรงของสถานการณ์ และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
สถานการณ์ฝุ่นพิษในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของมาตรการเชิงระบบในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในอนาคต





