ธนาคารโลกเผยแพร่รายงานภาพรวมสถานการณ์ขยะโลก “What a Waste 3.0” โดยระบุว่า ปัญหาขยะทั่วโลกกำลังทวีความรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ ในปัจจุบันการผลิตขยะมูลฝอยจากชุมชนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นจนถึงจุดวิกฤติ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และประเทศส่วนใหญ่ยังไม่มีงบประมาณจัดการขยะที่ดีพอ
จากการรวบรวมข้อมูลในปี 2022 พบว่า ปัจจุบันโลกมีการผลิตขยะมูลฝอยสูงถึง 2,560 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณขยะที่รายงานฉบับก่อนหน้าเคยคาดการณ์ไว้ว่าโลกจะผลิตได้ในปี 2030 ซึ่งหมายความว่าเรากำลังเผชิญกับวิกฤติเร็วกว่ากำหนดถึงเกือบหนึ่งทศวรรษ
หากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิม รายงานคาดการณ์ว่าปริมาณขยะทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,860 ล้านตันต่อปีภายในปี 2050 เท่ากับมีขยะเพิ่มขึ้นราว 50% ในระยะเวลาไม่ถึง 30 ปี ยิ่งจะทำให้การจัดการขยะทำได้ยากมากขึ้น ทั้งที่ปัจจุบันก็แทบจะรับมือไม่ไหวอยู่แล้ว
หมิง จาง ผู้อำนวยการด้านการเงินระดับท้องถิ่น การท่องเที่ยว และการจัดการภัยพิบัติระดับโลกของธนาคารโลก ได้ระบุในบทนำของรายงานว่า “ขยะเป็นภัยคุกคามต่ออนาคตร่วมกันที่ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป แม้ขยะจะถูกสร้างขึ้นในระดับท้องถิ่น แต่ผลกระทบและโอกาสที่เกิดขึ้นจากการจัดการขยะนั้นส่งผลกระทบในระดับโลกอย่างแท้จริง”
ขยะล้นโลก
รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าประเทศที่มีรายได้สูงจะมีประชากรเพียง 16% ของโลก แต่กลับสร้างขยะถึง 29% ของทั้งหมด แต่ทว่าอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดกลับไปตกอยู่ที่กลุ่มประเทศในแถบ กลุ่มประเทศโลกใต้ ประกอบไปด้วย แอฟริกา ลาตินอเมริกาและแคริบเบียน เอเชีย (ยกเว้น อิสราเอล ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้) และ โอเชียเนีย (ยกเว้น ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์) ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ขาดความพร้อมในการรับมือขยะ จนเกิดวิกฤติขยะมากที่สุด
คาดว่าภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮาราจะมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้น 124% ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียใต้คาดว่าจะมีการผลิตขยะเพิ่มขึ้น 99% ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นของรายได้ และรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งมักมาพร้อมกับบรรจุภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น
อย่างเช่นอินเดีย ที่พื้นที่ชานเมืองและเมืองขนาดเล็กกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อจัดการขยะโตไม่ทัน ขณะเดียวกันขยะส่วนใหญ่ยังนำไปรีไซเคิลหรืออัปไซเคิลเป็นพลาสติกมูลค่าสูงก็ยังทำได้ยาก และใช้ต้นทุนสูง
“ขยะอาหาร” ถือเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุดของขยะมูลฝอยชุมชนทั่วโลก โดยคิดเป็นสัดส่วน 38% ในประเทศที่มีรายได้น้อย ขณะที่ขยะอินทรีย์และขยะจากการทำสวนอาจสูงถึง 52% ของขยะทั้งหมด หากจัดการไม่ดีจะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และปล่อย “ก๊าซมีเทน” ออกมาจำนวนมาก ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า
แม้ว่าการทำปุ๋ยหมักหรือการย่อยสลายแบบไม่ใช้อากาศจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนสำหรับขยะอาหาร แต่ปัจจุบันมีขยะเพียง 6% ทั่วโลกเท่านั้นที่ได้รับการจัดการด้วยวิธีนี้ ในประเทศรายได้น้อย อัตราการจัดการขยะอินทรีย์อย่างถูกสุขลักษณะกลับลดลงเหลือไม่ถึง 1% เท่านั้น
ขณะที่ขยะพลาสติกยังคงเป็นความท้าทายระดับโลก รายงานประเมินว่า 29% ของขยะพลาสติกทั่วโลก หรือประมาณ 93 ล้านตันต่อปี มีการจัดการที่ผิดพลาดและรั่วไหลสู่สิ่งแวดล้อม ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในชุมชน แต่ได้ขยายตัวกลายเป็นมลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล
หนึ่งในผลกระทบที่น่ากังวลคือ นกและสัตว์ป่ากลายเป็นพาหะในการกระจายมลพิษพลาสติก นักวิทยาศาสตร์พบว่านกหลายชนิดที่กินขยะจากหลุมฝังกลบได้สำรอกขยะพลาสติกออกมาในพื้นที่ธรรมชาติที่สำคัญ ทำให้เกิดการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ผ่านเกษตรกรรมและการประมง
การแก้ไขปัญหาพลาสติกจึงไม่ใช่แค่การกำจัดที่ปลายทาง แต่ต้องอาศัยนโยบายเชิงรุก เช่น การจัดเก็บภาษี การสั่งห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ในประเทศรายได้ปานกลางและต่ำยังคงมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและการบังคับใช้
ความเหลื่อมล้ำในระบบการจัดเก็บ
ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้จึงไม่ใช่แค่ปริมาณการผลิตขยะที่เพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำในการรจัดเก็บขยะก็เป็นปัญหาเช่นกัน ในขณะที่ประเทศรายได้สูงสามารถจัดเก็บขยะได้เกือบ 100% แต่ในประเทศรายได้น้อย ขยะกลับถูกจัดเก็บได้เพียง 28% เท่านั้น โดยที่ขยะส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ในที่โล่งหรือแหล่งน้ำ
ขยะที่ไม่ถูกจัดเก็บกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาทางสาธารณสุขที่รุนแรง เนื่องจากมันมักจะถูกเผาในที่โล่งเพื่อลดปริมาตร ซึ่งปล่อยสารพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ นอกจากนี้ ขยะที่ถูกทิ้งอย่างผิดกฎหมายยังเข้าไปอุดตันทางระบายน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในเขตเมือง และส่งผลกระทบต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในพื้นที่ที่ระบบของรัฐเข้าไม่ถึง แรงงานนอกระบบหรือคนเก็บขยะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ระบบยังคงขับเคลื่อนไปได้ ทั่วโลกมีแรงงานนี้กว่า 18 ล้านคนทั่วโลก ทำหน้าที่คอยคัดแยกวัสดุเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ แต่พวกเขามักขาดการสนับสนุนทางกฎหมายและต้องทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ
ธนาคารโลกประมาณการว่า ต้นทุนทางการเงินในการจัดการขยะทั่วโลกสูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2022 และจะพุ่งขึ้นเป็น 426,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2050 การลงทุนเพื่อสร้างระบบที่ครอบคลุมจะต้องใช้เงินประมาณ 0.3-0.8% ของ GDP ของประเทศ ขึ้นอยู่กับระดับการบริการที่ต้องการ
แม้ว่าการลงทุนจะดูเหมือนเป็นภาระหนักสำหรับงบประมาณท้องถิ่น แต่รายงานยืนยันว่านี่คือสิ่งจำเป็น และถ้าหากไม่ลงมือทำอะไรเลย จะเกิดผลกระทบรุนแรงทั้งในด้านสุขภาพของประชาชน สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่มีงบประมาณไม่เพียงพอ โดยรายงานพบว่าเกือบ 3 ใน 4 ของประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมีการใช้จ่ายจริงเพื่อจัดการขยะไม่ถึง 0.15% ของ GDP เท่านั้น การจะปิดช่องว่างนี้ได้จำเป็นต้องอาศัยทั้งงบประมาณในประเทศ ความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ
การแก้ปัญหาขยะ
รายงานยังเสนอแนวทางเชิงรุก ที่มุ่งเป้าในการควบคุมปริมาณการผลิตขยะทั่วโลกให้คงที่อยู่ที่ระดับปัจจุบันคือประมาณ 2,600 ล้านตันต่อปีภายในปี 2050 แม้ว่าจำนวนประชากรและขนาดเศรษฐกิจจะเติบโตขึ้นก็ตาม การที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือสำคัญหลายด้านประกอบกัน เริ่มจากการให้ความสำคัญกับการป้องกันการสร้างขยะ และการลดขยะตั้งแต่แหล่งกำเนิด เพื่อไม่ให้เกิดขยะเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
นอกเหนือจากการลดปริมาณแล้ว จะต้องมีการขยายระบบการจัดเก็บขยะให้ครอบคลุมแบบสากลและยกเลิกการทิ้งขยะในหลุมฝังกลบแบบเปิด โดยเปลี่ยนมาเป็นการจัดการในพื้นที่ที่ได้รับการควบคุมอย่างถูกสุขลักษณะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
อีกทั้งจำเป็นต้องยกระดับประสิทธิภาพของการรีไซเคิล เปลี่ยนขยะอาหารเป็นปุ๋ยหมัก หรวมถึงอัปไซเคิลขยะ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการกำจัดทิ้งไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่มองว่าขยะคือทรัพยากรที่ต้องนำกลับมาใช้ใหม่ การเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากรผ่านการคัดแยกที่ต้นทางและการแปรรูปเป็นพลังงานหรือวัสดุใหม่ ไม่เพียงแต่ลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชนท้องถิ่น
ขณะเดียวกันในเชิงนโยบาย รัฐบาลจำเป็นต้องบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวด เช่น กรอบความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) มาตรการผู้ก่อลามลพิษเป็นผู้จ่าย รวมถึงการใช้มาตรการทางภาษีและข้อห้ามต่าง ๆ เพื่อจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ที่จัดการยาก
หากทำได้ทั้งนี้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคขยะลงเหลือ 910 ล้านตัน CO2e ภายในปี 2050 ซึ่งน้อยกว่ากรณีปกติเกือบ 50% พร้อมทั้งสร้างงานในอุตสาหกรรมการแปรรูปวัสดุใหม่ได้อีกหลายล้านตำแหน่ง
รายงานเน้นย้ำว่า ในตอนนี้เรามีเทคโนโลยีและแนวทางปฏิบัติสำหรับแก้ปัญหาพร้อมแล้ว แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือเจตจำนงทางการเมืองและการสนับสนุนทางการเงินที่ต่อเนื่อง ธนาคารโลกในฐานะผู้ให้ทุนรายใหญ่พร้อมที่จะสนับสนุนทุกประเทศในการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤติขยะไปสู่การสร้างเมืองที่ยั่งยืนและมีชีวิตชีวามากขึ้นเพื่อคนรุ่นต่อไป
ที่มา: Down to Earth, Earth, The Conversation, Waste Dive





