โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศครั้งสำคัญ เมื่อหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกต่างยืนยันว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) รุนแรงที่สุดในรอบร้อยกว่าปี ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบมรสุมและสภาพภูมิอากาศโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
หน่วยงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) และศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ต่างคาดการณ์ว่า “ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ” ในรอบนี้ โดยจะเริ่มในช่วงกลางปี 2026 และอาจลากยาวไปจนถึงต้นปี 2027 ซึ่งนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยปรกติเกินกว่า 2.5 องศาเซลเซียส
พอล ราวน์ดี ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กสเตท กล่าวว่า นี่จะเป็นปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง โลกจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและหยาดน้ำฟ้าในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูล
ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร?
ตามปรกติแล้ว ปรากฏการณ์เอลนีโญจะถูกประกาศเมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ย 0.5 องศาเซลเซียส แต่สำหรับซูเปอร์เอลนีโญ เป็นคำเรียกอย่างไม่เป็นทางการสำหรับเหตุการณ์ที่อุณหภูมิพุ่งสูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสเหนือค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งแบบจำลองจากยุโรปพยากรณ์ว่าเหตุการณ์ในปี 2026 นี้มีโอกาสสูงที่อุณหภูมิจะทะลุเกณฑ์ดังกล่าว
ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดซูเปอร์เอลนีโญ คือ การสะสมความร้อนในมหาสมุทร ซึ่งเกิดจาก “ลมค้า” ที่ทำหน้าที่พัดพาน้ำอุ่นไปทางทิศตะวันตก อ่อนกำลังลงอย่างมากของ เมื่อลมเหล่านี้อ่อนแรงลงหรือพัดย้อนกลับ น้ำอุ่นมหาศาลจะไหลกลับมาสะสมที่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตอนตะวันออกแทน ส่งผลให้เกิดการคายความร้อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอย่างมหาศาล
แพลตฟอร์ม Severe Weather Europe ระบุว่า การที่มหาสมุทรอุ่นขึ้นอย่างรุนแรงจะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศโลกในวงกว้างและรุนแรงกว่า มันสามารถเปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลปรกติให้กลายเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงเช่น อุทกภัยครั้งใหญ่ ภัยแล้งที่รุนแรง และการเปลี่ยนเส้นทางเดินพายุทั่วทั้งโลก
นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในปี 2026-27 จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นจนทำลายสถิติเดิม เนื่องจากความร้อนมหาศาลที่ถูกเก็บกักไว้ในมหาสมุทรจะถูกปลดปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปี 2026 หรือ 2027 มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
อีริค เว็บบ์ นักอุตุนิยมวิทยาจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ตั้งข้อสังเกตว่าด้วยความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น ระบบภูมิอากาศไม่สามารถระบายความร้อนจากเอลนีโญครั้งก่อนได้ทัน ยิ่งทำให้ซูเปอร์เอลนีโญครั้งใหม่จะสร้างฐานอุณหภูมิที่สูงขึ้นไปอีก
ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่อุ่นขึ้นยังมีความสามารถในการอุ้มความชื้นได้สูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มพลังให้กับพายุและกระแสความชื้นในอากาศ สิ่งนี้จะนำไปสู่ความเสี่ยงของอุทกภัยที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีฝนตกหนัก และความแห้งแล้งที่โหดร้ายยิ่งขึ้นในพื้นที่ที่ขาดแคลนฝน
ภัยแล้งรุนแรงในเอเชียใต้และอาเซียน
ซูเปอร์เอลนีโญมักจะเข้าไปขัดขวางระบบมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ภูมิภาคเอเชียใต้มีฝนตกน้อยลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารของประชากรหลายพันล้านคน โดยเฉพาะอินเดียตอนกลางและตอนเหนือที่อาจรุนแรงจนส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากปัญหาเรื่องน้ำแล้ว ภูมิภาคนี้ยังต้องเตรียมรับมือกับคลื่นความร้อนที่ความถี่และความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจในวงกว้าง
การศึกษาจาก Nature Communications ยังชี้ให้เห็นว่าซูเปอร์เอลนีโญสามารถเปลี่ยนระดับความชื้นในดินผิวพื้นในเอเชียใต้ตอนกลางได้อย่างยาวนาน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำไปสู่สภาวะความแห้งแล้งที่ต่อเนื่องและยากต่อการฟื้นฟู ซึ่งเป็นสัญญาณของ “การเปลี่ยนผ่านของสภาวะภูมิอากาศ” (Climate Regime Shifts) ที่น่ากังวล
สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็มีสัญญาณเตือนภัยแรงรุนแรงปรากฏชัดเจนในทุกแบบจำลองเช่นกัน ภูมิภาคนี้ถือเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากความร้อนรุนแรงมากกว่าพื้นที่อื่น โดยสภาพอากาศที่แห้งแล้งอย่างหนักจะเพิ่มความเสี่ยงของไฟป่าที่ควบคุมได้ยาก ดังที่เคยเกิดขึ้นในเหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญครั้งก่อน ๆ นอกจากนี้ สภาวะการขาดแคลนน้ำจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบนบกและคุณภาพชีวิตของประชากรในพื้นที่หมู่เกาะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่บนบก ระบบนิเวศทางทะเลรอบเอเชียก็ได้รับผลกระทบด้วย เช่นกัน อุณหภูมิน้ำทะเลที่พุ่งสูงขึ้นจะกระตุ้นให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ ซึ่งเคยทำลายแนวปะการังทั่วโลกมาแล้วในช่วงปี 2015-16
ในขณะที่บางส่วนของเอเชียเผชิญกับความแห้งแล้ง แต่เอเชียตะวันออกรวมถึงเกาะกวมและฮาวาย กลับต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากพายุไต้ฝุ่นและพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิก ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญจะสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเกิดพายุที่มีกำลังแรงและมีทิศทางที่คาดเดาได้ยากขึ้น
พื้นที่ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันตก เช่น อิหร่าน อัฟกานิสถาน และพื้นที่ใกล้เคียง อาจประสบกับสภาวะฝนตกหนักผิดปรกติจนนำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน ความย้อนแย้งของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้เป็นคุณลักษณะเด่นของซูเปอร์เอลนีโญที่สร้างความท้าทายอย่างมากต่อการจัดการภัยพิบัติ
ผลกระทบในพื้นที่อื่น ๆ ของโลก
สำหรับทวีปอเมริกาเหนือ ผลกระทบจะมีความแตกต่างกันไปตามภูมิภาค โดยฝั่งตะวันตกของสหรัฐอาจต้องเผชิญกับพายุฤดูหนาวและน้ำท่วมรุนแรงในช่วงปลายปี แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ภาคตะวันตกและภาคใต้จะมีความร้อนและความชื้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้พายุเฮอร์ริเคนในฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกลดลง เนื่องจากมีแรงเฉือนของลมในชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น
ส่วนในทวีปอเมริกาใต้ พื้นที่ทางเหนือรวมถึงป่าฝนแอมะซอนและบราซิลตอนเหนือจะเผชิญกับภัยแล้งที่ยาวนานและคลื่นความร้อนรุนแรง แต่ในพื้นที่แถบเปรู เอกวาดอร์ และอเมริกาใต้ตอนตะวันออกเฉียงใต้ จะประสบกับสภาวะฝนตกหนักและอุทกภัยอย่างหนัก
ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญ จะทำให้เกิดคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยครั้งขึ้นในยุโรปและแอฟริกา โดยแอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาตอนกลางอาจต้องรับมือกับทั้งภัยแล้งในบางส่วนและการเปลี่ยนผ่านของความชื้นในดินผิวพื้น ในขณะที่บริเวณจะงอยแอฟริกาและแอฟริกาตอนเหนือมีแนวโน้มที่จะเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม
ทางด้านทวีปออสเตรเลียและภูมิภาคโอเชียเนีย จะเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าอย่างรุนแรง รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำฝนในหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้อย่างมีนัยสำคัญซึ่งอาจนำไปสู่ภัยแล้งระยะยาวในบางพื้นที่
แนท จอห์นสัน นักอุตุนิยมวิทยาจาก NOAA เตือนว่าผลกระทบเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราในทุกมิติ “ผลกระทบต่อสภาพอากาศและภูมิอากาศเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนผลผลิตพืชผล การแพร่ระบาดของโรค ปะการังฟอกขาว การประมง และส่วนประกอบอื่น ๆ ของระบบโลก”
แม้ว่าแบบจำลองจะมีความสอดคล้องกันอย่างมากเกี่ยวกับแนวโน้มการเกิดซูเปอร์เอลนีโญ แต่อุปสรรคในการพยากรณ์ช่วงฤดูใบไม้ผลิ (Spring Prediction Barrier) ยังคงทำให้ความแม่นยำในเรื่องความรุนแรงสูงสุดยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่เมื่อแบบจำลองที่น่าเชื่อถือที่สุดในโลกให้สัญญาณที่ตรงกัน ก็ควรต้องรับมือภัยพิบัติเหล่านี้
พอล ราวน์ดี เน้นย้ำว่าเราต้องมองย้อนกลับไปดูบทเรียนจากเหตุการณ์ในปี 1982-83, 1997-98 และ 2015-16 เพื่อทำความเข้าใจถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ถึงแม้จะไม่มีเอลนีโญที่เหมือนกันทุกประการ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาสามารถช่วยในการวางแผนเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจและชีวิตได้
ความเข้มข้นของการอุ่นขึ้นในครั้งนี้อาจสร้างสถิติใหม่ในระดับศตวรรษ ซึ่งเป็นเครื่องย้ำเตือนว่ามนุษยชาติกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ การเฝ้าระวังและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รวดเร็วและรุนแรงเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดในยุคของซูเปอร์เอลนีโญ
ที่มา: CNN, Down to Earth, Forbes, The Washington Post





