ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะอากาศร้อนจัดในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังมีการประเมินว่าในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ โดยเฉพาะระหว่างวันที่ 8–9 เมษายน 2569 อุณหภูมิในหลายพื้นที่อาจพุ่งสูงเกิน 42 องศาเซลเซียส ขณะที่บางพื้นที่ของภาคเหนือและภาคกลางตอนบนอาจแตะระดับ 40–43 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นระดับที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ
"ดร.สนธิ คชวัฒน์" นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาชี้ให้เห็นแนวโน้มอุณหภูมิที่สูงผิดปกติในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยภาคเหนือและภาคกลางตอนบนมีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงสุด 40–43 องศาเซลเซียส กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีแนวโน้มอยู่ในช่วง 35–41 องศาเซลเซียส ขณะที่ภาคใต้อยู่ที่ประมาณ 34–39 องศาเซลเซียส
ระดับอุณหภูมิดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มความร้อนรุนแรง (extreme heat) ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อร่างกายต้องเผชิญความร้อนเป็นเวลานานหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ระบายอากาศไม่ดี
40°C กระทบระบบการทำงานของร่างกาย
งานวิจัยของ ดร.ฟิโอน่า เรนนี่ (Fiona Rennie) แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจาก Valiant Clinic ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระบุว่า การอยู่ในสภาพอากาศร้อนจัดแม้เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง สามารถส่งผลต่อการทำงานของร่างกายอย่างชัดเจน โดยระดับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยอาจทำให้เกิดอาการอ่อนล้าและส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
เมื่ออุณหภูมิอยู่ในช่วง 39–40 องศาเซลเซียส สมองจะเริ่มทำงานช้าลง ร่างกายรู้สึกเหนื่อยง่าย หายใจเร็ว และประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะลดลง หากอุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 40–41 องศาเซลเซียส ร่างกายจะเริ่มเกิดอาการหมดแรง ต้องการพักทันที และมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเพลียแดด
ในกรณีที่อุณหภูมิสูงกว่า 41 องศาเซลเซียส ร่างกายอาจเริ่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิภายใน ส่งผลให้เกิดภาวะ heat cramps หรือการเป็นตะคริวจากการสูญเสียเกลือแร่ ภาวะ heat exhaustion ซึ่งมีอาการหัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก อ่อนเพลียอย่างรุนแรง และในกรณีรุนแรงอาจเกิดภาวะ heat stroke หรือโรคลมแดด ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูง
งานวิจัยยังระบุว่า หากอุณหภูมิในสิ่งแวดล้อมสูงถึง 50 องศาเซลเซียส ร่างกายมนุษย์อาจไม่สามารถทนต่อความร้อนได้ และมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
สะท้อนแนวโน้มสภาพอากาศสุดขั้ว
สถานการณ์อากาศร้อนจัดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มของสภาพอากาศสุดขั้วที่มีความถี่เพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยมักเผชิญอุณหภูมิสูงสุดในช่วงปลายฤดูร้อนก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่ความกดอากาศสูงและสภาพอากาศนิ่ง ส่งผลให้ความร้อนสะสมในบรรยากาศ
สภาพอากาศที่ร้อนจัดไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจ เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศ การลดประสิทธิภาพการทำงานกลางแจ้ง และความเสี่ยงต่อความเสียหายของพืชผลทางการเกษตร
ในเขตเมือง อุณหภูมิอาจสูงกว่าพื้นที่ชนบทเนื่องจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (urban heat island) ซึ่งเกิดจากพื้นผิวคอนกรีตและยางมะตอยที่สะสมความร้อน ทำให้ประชาชนในเมืองเผชิญความเสี่ยงจากความร้อนสูงมากกว่าพื้นที่อื่น
กลุ่มเสี่ยงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
กลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากความร้อน ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคทางเดินหายใจ รวมถึงผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น คนงานก่อสร้าง เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ภาคสนาม
ความร้อนที่สูงต่อเนื่องอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่จำนวนมาก ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ เป็นลม หรือหมดสติได้ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ
คำแนะนำป้องกันผลกระทบจากอากาศร้อนจัด
งานวิจัยแนะนำว่าหากอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 09.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่รังสีดวงอาทิตย์มีความเข้มข้นสูงสุด
ประชาชนควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และควรสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี รวมถึงใช้อุปกรณ์ป้องกันแสงแดด เช่น หมวก ร่ม และแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ได้มากกว่า 400 นาโนเมตร
การใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงจากรังสี UV ซึ่งสามารถทำลายผิวหนังและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคผิวหนังในระยะยาว
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เนื่องจากอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเพลียแดดหรือโรคลมแดด
ในช่วงที่อากาศร้อนจัด ควรพักอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิในร่ม และจิบน้ำเย็นอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ความเสี่ยงช่วงสงกรานต์ เผชิญความร้อนโดยตรง
ช่วงเวลาก่อนเทศกาลสงกรานต์มักเป็นช่วงที่ประชาชนทำกิจกรรมกลางแจ้งจำนวนมาก ทั้งการเดินทาง การทำความสะอาดบ้าน และการเตรียมงานเทศกาล ซึ่งอาจทำให้ต้องเผชิญแสงแดดเป็นเวลานาน
ควรวางแผนกิจกรรมในช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพื่อลดระยะเวลาการสัมผัสความร้อนโดยตรง รวมถึงสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น เวียนศีรษะ คลื่นไส้ เหงื่อออกผิดปกติ หรือหัวใจเต้นเร็ว ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะเพลียแดด
แนวโน้มอนาคต ความร้อนสุดขั้วอาจเกิดบ่อยขึ้น
แนวโน้มสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้นในหลายประเทศ สะท้อนความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือทั้งในระดับบุคคลและระดับนโยบาย เช่น การวางแผนเมืองที่เพิ่มพื้นที่สีเขียว การออกแบบอาคารที่ช่วยลดการสะสมความร้อน และการเตือนภัยล่วงหน้าเกี่ยวกับคลื่นความร้อน
สถานการณ์ extreme heat ในเดือนเมษายน 2569 จึงเป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลสุขภาพ และติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบของอุณหภูมิที่สูงผิดปกติในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ร้อนที่สุดของปี





