กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เดินหน้าผลักดันการกำหนดอัตราค่าบริการบำบัดสิ่งปฏิกูลและน้ำเสียของเทศบาลเมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต หลังพบว่าระบบบำบัดของเสียรวมที่ใช้งบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมยังมีรายรับไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน โดยเตรียมเสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาเห็นชอบ เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ
นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า การกำหนดอัตราค่าบริการดังกล่าวเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมมลพิษ (กก.คพ.) ภายใต้มาตรา 53 (4) แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งให้อำนาจเสนอแนะการกำหนดอัตราค่าบริการสำหรับระบบกำจัดของเสียรวมของภาครัฐต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อประกาศใช้ในแต่ละพื้นที่ตามความเหมาะสม
ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลป่าตอง
เทศบาลเมืองป่าตองเป็นหนึ่งในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับนานาชาติที่มีความหนาแน่นของประชากรและนักท่องเที่ยวสูง ส่งผลให้ปริมาณน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในระบบบำบัดของเสียจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและสุขภาพของประชาชน
ระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลของเทศบาลเมืองป่าตองได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 88 ของพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน โดยได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเดินระบบตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการจัดการของเสียของเมืองท่องเที่ยว
เทศบาลได้ออกเทศบัญญัติเพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนสิ่งปฏิกูล โดยกำหนดอัตรา 250 บาทต่อลูกบาศก์เมตร สำหรับปริมาณลูกบาศก์เมตรแรกและลูกบาศก์เมตรถัดไป ขณะที่กรณีมีปริมาณเศษไม่เกินครึ่งลูกบาศก์เมตร จะคิดค่าธรรมเนียม 150 บาท และหากเกินครึ่งลูกบาศก์เมตร จะคิดเป็น 1 ลูกบาศก์เมตรในอัตรา 250 บาท
ในส่วนของค่าบริการบำบัดน้ำเสียรวม ได้มีการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตรของการใช้น้ำ ในช่วงปี 2567–2568 ซึ่งถือเป็นอัตราที่คำนึงถึงความสมดุลระหว่างภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและต้นทุนการบริหารจัดการระบบ
รายรับไม่พอค่าใช้จ่าย ความท้าทายด้านงบประมาณ
ข้อมูลในปีงบประมาณ 2568 ระบุว่า เทศบาลเมืองป่าตองมีรายรับจากค่าธรรมเนียมเก็บขนสิ่งปฏิกูลและค่าบำบัดน้ำเสียรวมประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลรวมอยู่ที่ประมาณ 2.2 ล้านบาทต่อเดือน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นช่องว่างทางการเงินราว 700,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นภาระที่เทศบาลต้องแบกรับอย่างต่อเนื่อง หากไม่สามารถปรับโครงสร้างรายได้ให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงาน อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของระบบบำบัดในระยะยาว
สาเหตุสำคัญที่ทำให้รายรับไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย มาจากขอบเขตพื้นที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมที่ยังไม่ครอบคลุมผู้ใช้งานระบบทั้งหมด รวมถึงอัตราค่าบริการที่อาจยังไม่สะท้อนต้นทุนจริงของการบริหารจัดการของเสียในเมืองท่องเที่ยวที่มีความผันผวนตามฤดูกาล
แนวทางเพิ่มรายได้ ขยายพื้นที่จัดเก็บค่าธรรมเนียม
กรมควบคุมมลพิษมองว่า หากมีการขยายพื้นที่การจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียตามอัตราเดิม จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเทศบาลเมืองป่าตองอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราค่าบริการในทันที
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้รายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินระบบบำบัดน้ำเสียและระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลอย่างเพียงพอ รวมถึงสร้างงบประมาณสำรองสำหรับการปรับปรุง เปลี่ยนอุปกรณ์ และยกระดับประสิทธิภาพระบบในอนาคต
การบริหารจัดการต้นทุนในลักษณะนี้ถือเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างความยั่งยืนของโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจท้องถิ่น
การจัดการน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลที่มีประสิทธิภาพมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโลก หากระบบบำบัดไม่สามารถรองรับปริมาณของเสียได้เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำทะเล แนวปะการัง และความหลากหลายทางชีวภาพ
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมยังมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุน โดยเฉพาะในยุคที่มาตรฐานความยั่งยืน กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเดินทางและลงทุน
หลายเมืองท่องเที่ยวทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับระบบบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียแบบครบวงจร เพื่อป้องกันปัญหามลพิษที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งกรณีของเทศบาลเมืองป่าตองสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
กรอบกฎหมายสิ่งแวดล้อม
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ถือเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดกลไกด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยมาตรา 53 และมาตรา 88 เปิดช่องให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการระบบกำจัดของเสียรวม เพื่อนำรายได้ไปใช้ในการบำรุงรักษาและพัฒนาระบบ
ในบริบทของประเทศไทย การนำหลักการดังกล่าวมาใช้กับระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองป่าตอง จึงถือเป็นตัวอย่างของการปรับใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสนับสนุนนโยบายสิ่งแวดล้อม
ระบบบำบัดของเสียกับเมืองท่องเที่ยวยั่งยืน
ในอนาคต เมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทยอาจต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคบริการ การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการของเสียจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวางแผนเมืองอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งที่มีความเปราะบางต่อมลพิษทางน้ำ
หากข้อเสนออัตราค่าบริการบำบัดสิ่งปฏิกูลของเทศบาลเมืองป่าตองได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้กับระบบบำบัดของเสีย และสนับสนุนการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
การปรับโครงสร้างค่าบริการให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง อาจกลายเป็นต้นแบบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ในการพัฒนาระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน





