ในงานสัมมนา “โลกระอุ 2 มิติแห่งวิกฤติ” จัดโดยครอบครัวข่าว 3 ได้มีการเจาะลึกถึงประเด็นสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขึ้นจนเข้าสู่ยุค "โลกเดือด" (Global Boiling) โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศอย่าง "ดร.สุชนา ชวนิชย์" อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และรองผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ “ธารา บัวคำศรี” ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors มาร่วมถ่ายทอดสถานการณ์ที่น่ากังวลและทางออกที่ต้องเร่งลงมือทำก่อนจะสายเกินไป
สัญญาณอันตรายจากแอนตาร์กติกา
"ศ.ดร.สุชนา" เปิดเผยข้อมูลจากการลงพื้นที่สำรวจทวีปแอนตาร์กติกาว่า พบความผิดปกติที่น่าสะพรึงกลัว โดยปกติแล้วที่ขั้วโลกใต้ควรจะมีหิมะปกคลุมหนาแน่น แต่ล่าสุดพบว่า หิมะที่ตกหนักกลับละลายหายไปทันทีเมื่อสัมผัสพื้นดิน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้ยังพบ น้ำตกไหลในแอนตาร์กติกา ซึ่งตามปกติแม้จะเป็นฤดูร้อน อุณหภูมิควรจะเย็นจัดจนน้ำแข็งไม่ละลายเป็นสายน้ำขนาดนี้
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ อุณหภูมิเฉลี่ยที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ในขณะนี้ พุ่งสูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสไปแล้ว (อยู่ที่ประมาณ 3-4 องศา) ซึ่งรวดเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยพยากรณ์ไว้ถึง 100 ปี โดยสาเหตุสำคัญมาจากก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยจากทั่วโลกถูกกระแสลมพัดไปสะสมที่ขั้วโลก ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็น "ถังขยะของโลก" ที่ต้องรับผลกระทบหนักที่สุด
หายนะระดับน้ำทะเล 50 เมตร และโรคอุบัติใหม่
"ศ.ดร.สุชนา" อธิบายว่า หากน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือละลายหมด ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 5 เมตร แต่ถ้าน้ำแข็งขั้วโลกใต้ (แอนตาร์กติกา) ละลายหมด ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นถึง 50 เมตร ซึ่งมีความสูงเทียบเท่ากับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
นอกจากระดับน้ำทะเลแล้ว วิกฤตินี้ยังส่งผลต่อระบบนิเวศและสุขอนามัย โดยพบว่าปลาในแอนตาร์กติกเริ่มมีพยาธิเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะเกิด โรคอุบัติใหม่ จากแบคทีเรียหรือเชื้อโรคที่เคยถูกแช่แข็งไว้ในน้ำแข็งถาวรมานานนับหมื่นปีถูกปลดปล่อยออกมา
ขณะที่ในเขตร้อนอย่างประเทศไทย อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นเพียง 1 องศาส่งผลให้เกิด ปะการังฟอกขาว ซึ่งทำลายรายได้จากการท่องเที่ยวและกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในทะเลอย่างรุนแรง
Net Zero 2050: ความหวังที่ยังไม่สายเกินไป
สำหรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 นั้น "ศ.ดร.สุชนา" ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากท่ามกลางภาวะสงครามและความขัดแย้งในปัจจุบันที่ทำให้การร่วมมือระดับโลกหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม ยังไม่สายเกินไป หากเริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้
"เราต้องตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ และโลกใบนี้อยู่ในมือของทุกคนเพื่อส่งต่ออนาคตให้แก่ลูกหลาน โดยต้องอาศัยทั้งเจตจำนงทางการเมืองที่แข็งแกร่งและการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลเพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤติโลกเดือดนี้ไปให้ได้"
วิกฤติที่เชื่อมโยงกับสงครามและการเมืองโลก
"ธารา" ระบุว่าโลกเดือดคือ "Wicked Problem" หรือปัญหาที่ซับซ้อนและแก้ไม่ได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เพราะมันโยงใยไปถึงเรื่องสงครามและการแย่งชิงทรัพยากร เช่น ความแห้งแล้งในซีเรียที่นำไปสู่ความขัดแย้ง หรือชาวเกาะตูวาลูที่ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางสภาพภูมิอากาศกลุ่มแรก ๆ ที่ต้องเจรจาขอลี้ภัยในออสเตรเลียเนื่องจากน้ำทะเลหนุนสูงจนอยู่ไม่ได้
นอกจากนี้ นโยบายการเมืองระดับโลกยังมีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะบทบาทของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาในยุคที่ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส หรือความล้มเหลวของพิธีสารเกียวโตที่ผ่านมา ทำให้ความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ปลดล็อกโซลาร์เซลล์และบทเรียนจากเนเธอร์แลนด์
"ธารา" กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาต้องทำในระดับโครงสร้าง มากกว่าแค่การปรับพฤติกรรมรายบุคคล ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ สูงถึง 200,000 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันติดขัดที่ นโยบายรัฐบาลที่ยังไม่เปิดเสรีให้ภาคครัวเรือนขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบได้อย่างเต็มที่ และยังมีระบบโควต้าที่จำกัดโอกาสของประชาชน หากปลดล็อกจุดนี้ได้ จะช่วยลดภาระค่าครองชีพและทำให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สะอาดอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ตัดสินใจแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันในปี 1973 ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางจักรยานทั่วประเทศเป็นเวลา 20 ปี จนปัจจุบันประชากรกว่า 70% ใช้จักรยานเป็นหลัก ส่งผลให้งบประมาณด้านสุขภาพของรัฐลดลงอย่างมหาศาลเพราะคนมีสุขภาพดีขึ้น





