ในเดือนมีนาคม 2026 โลกส่งสัญญาณเตือนให้แก่มวลมนุษยชาติอีกครั้ง เมื่อปริมาณน้ำแข็งทะเลอาร์กติกในช่วงฤดูหนาวลดลงจนแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ปกติน้ำแข็งควรจะมีความหนาแน่นและแผ่ขยายกว้างที่สุดของปี
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติสหรัฐ (NSIDC) ระบุว่า ในวันที่ 15 มีนาคม 2026 น้ำแข็งทะเลอาร์กติกได้แผ่ขยายตัวถึงจุดสูงสุดของปีด้วยพื้นที่เพียง 14.29 ล้านตารางกิโลเมตร ถือเป็นตัวเลขต่ำสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ในรอบ 48 ปี
ปริมาณน้ำแข็งสูงสุดในปีนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1981-2010 อยู่ประมาณ 1.36 ล้านตารางกิโลเมตร สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมในพื้นที่ทั่วโลกเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่อง
แซ็ค เลบ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจาก Climate Central กล่าวกับ Carbon Brief ว่า ฤดูหนาวปีนี้เป็นช่วงเวลาที่น่ากังวลมากสำหรับอาร์กติก น้ำแข็งทะเลกำลังเข้าสู่ช่วงปลายฤดูหนาวในสภาพที่อ่อนแอที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้
ทางด้าน วอลท์ ไมเออร์ นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจาก NSIDC ให้ความเห็นว่า แม้สถิติปีเดียวอาจไม่ได้บอกอะไรมากนัก แต่เมื่อมองในบริบทของแนวโน้มการลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 1979 มันยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของน้ำแข็งอาร์กติกในทุกฤดูกาล
อุณหภูมิในภูมิภาคขั้วโลกที่อุ่นขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้โอกาสที่น้ำแข็งจะก่อตัวขึ้นมีน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวแต่เป็นแนวโน้มการลดลงอย่างคงที่และต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน โลกต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่ทำลายสถิติในหลายทวีปในช่วงเดือนมีนาคม 2026 ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐ เม็กซิโก ออสเตรเลีย เอเชีย แอฟริกาเหนือ และบางส่วนของยุโรปตอนเหนือ
แม็กซิมิเลียโน เอร์เรรา นักภูมิอากาศวิทยาผู้ติดตามอุณหภูมิสุดขั้ว เรียกเหตุการณ์ความร้อนในเดือนมีนาคมนี้ว่าเป็นเหตุการณ์ความร้อนที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ภูมิอากาศของโลก โดยเฉพาะในเอเชียที่มีการทำลายสถิติอุณหภูมิรายเดือนนับหมื่นครั้งทั่วทวีป
น้ำแข็งทะเลอาร์กติกนั้นเปรียบเสมือน “ตู้เย็นของโลก” เพราะพื้นผิวสีขาวของน้ำแข็งช่วยสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์กลับสู่อวกาศ หากไม่มีน้ำแข็ง พลังงานความร้อนจะถูกดูดซับลงสู่มหาสมุทรมากขึ้น
นอกจากนี้ การสูญเสียน้ำแข็งทะเลยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะสัตว์ป่าอย่างหมีขั้วโลกและแมวน้ำที่ต้องพึ่งพาน้ำแข็งในการดำรงชีวิตและการล่าเหยื่อ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้กำลังคุกคามความสมดุลของธรรมชาติอย่างหนัก
ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงในอาร์กติกยังอาจส่งผลต่อกระแสลมกรด ซึ่งเป็นตัวกำหนดทิศทางของสภาพอากาศในเขตละติจูดกลาง นำไปสู่เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่ห่างไกลจากขั้วโลก
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การที่น้ำแข็งลดลงได้เปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ ๆ ทำให้พื้นที่ที่เคยถูกมองข้ามอย่างกรีนแลนด์กลายเป็นเป้าหมายของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการแย่งชิงทรัพยากร เช่น การทำเหมืองและการประมง
ไมเออร์เตือนว่า สถิติต่ำสุดในช่วงฤดูหนาวนี้ จะยิ่งทำให้ปริมาณน้ำแข็งในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งอาจจะเลวร้ายลงไปอีก หากปรากฏการณ์เอลนีโญเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ อาจจะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวมหาสมุทรสูงขึ้นจนเร่งการละลายของน้ำแข็งให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม แม้ขั้วโลกเหนือเผชิญความร้อนจัด แต่ที่แอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) กลับมีการบันทึกวันที่หนาวที่สุดในเดือนมีนาคมเท่าที่เคยมีมาที่อุณหภูมิ ถึงจะเป็นเช่นนั้นปริมาณน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาก็ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปี
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้อาร์กติกที่ไร้น้ำแข็งในช่วงฤดูร้อน อย่างเร็วที่สุดภายใน 2040-2050 นี้ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้ากิจกรรมของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่การคาดการณ์อาจจะยังคลาดเคลื่อน เนื่องจากความผันแปรของรูปแบบสภาพอากาศในแต่ละปี แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นชัดเจนอย่างมาก
ที่มา: AP News, CNN, Eos, The New York Times





