วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

จุดความร้อนไทยพุ่ง ภาคเหนือวิกฤติ PM2.5 เมียนมา–ลาวเผาหนัก ฝุ่นข้ามแดนถาโถม

จุดความร้อนไทยพุ่ง ภาคเหนือวิกฤติ PM2.5 เมียนมา–ลาวเผาหนัก ฝุ่นข้ามแดนถาโถม

สถานการณ์มลพิษทางอากาศของประเทศไทยยังคงทวีความรุนแรงต่อเนื่อง หลังข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า จุดความร้อน (Hotspot) เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 พุ่งสูงถึง 4,327 จุด สะท้อนการเผาในที่โล่งแจ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่หลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือเผชิญค่าฝุ่น PM2.5 ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก จนถูกจัดอยู่ในระดับสีม่วงและสีน้ำตาล ซึ่งหมายถึงความเสี่ยงต่อผลกระทบทางสุขภาพที่รุนแรงสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม

ข้อมูลจาก ดาวเทียม Suomi NPP ระบบ VIIRS ชี้ให้เห็นว่าการเผายังคงกระจุกตัวในพื้นที่ป่าเป็นหลัก โดยพบจุดความร้อนใน พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 2,430 จุด และ ป่าสงวนแห่งชาติ 1,528 จุด รวมแล้วกว่า 3,900 จุด หรือคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของการเผาทั้งประเทศ ขณะที่พื้นที่การเกษตรพบ 125 จุด เขต ส.ป.ก. 135 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 102 จุด และบริเวณริมทางหลวง 7 จุด

เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค ประเทศเพื่อนบ้านยังคงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานการณ์ฝุ่นควันข้ามแดน โดยพบจุดความร้อนสูงสุดที่ เมียนมา 6,863 จุด รองลงมาคือ สปป.ลาว 3,046 จุด กัมพูชา 1,010 จุด เวียดนาม 802 จุด และ มาเลเซีย 37 จุด แม้แนวโน้มการเผาในบางประเทศจะลดลง แต่ยังคงมีผลต่อการสะสมของฝุ่นพิษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เผาในประเทศพุ่ง ภาคเหนือวิกฤติหนัก

“รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า สถานการณ์ปีนี้มีลักษณะน่ากังวล เนื่องจาก การเผาภายในประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่าปีก่อน ขณะที่การเผาในประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย ส่งผลให้แหล่งกำเนิดฝุ่นพิษส่วนหนึ่งมาจากกิจกรรมในประเทศเองมากขึ้น

ค่าฝุ่น PM2.5 ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม สารก่อมะเร็งระดับ 1 มีความเข้มข้นในหลายพื้นที่อยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะภาคเหนือที่เผชิญสถานการณ์หนักต่อเนื่อง ขณะที่หลายจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ มีค่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีแดงและสีส้ม ซึ่งหมายถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง

ป่าไม้และเกษตร ต้นตอหลักของฝุ่นพิษ

ข้อมูลจุดความร้อนยังสะท้อนว่า การเผาในพื้นที่ป่าไม้ยังคงเป็นแหล่งกำเนิดหลัก โดยพบการเผาในพื้นที่ป่ารวม 3,824 จุด ขณะที่ภาคเกษตรมีการเผาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งพบจุดความร้อน 187 จุด ตามด้วย นาข้าว 99 จุด และ อ้อย 26 จุด สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการเกษตรที่ยังพึ่งพาการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก

นอกจากนี้ ฝุ่นพิษที่เกิดขึ้นยังมาจากการผสมผสานของหลายแหล่งกำเนิด ทั้งการเผาในที่โล่งแจ้ง ฝุ่นจากยานยนต์ และภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้คุณภาพอากาศโดยรวมย่ำแย่และสะสมต่อเนื่อง

ปัญหาเชิงโครงสร้าง-แก้เฉพาะหน้าไม่เพียงพอ

"รศ.ดร.วิษณุ" ชี้ว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากที่ผ่านมา การแก้ปัญหายังเน้นมาตรการระยะสั้น ขาดระบบข้อมูล ทรัพยากร และงบประมาณที่เพียงพอในการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและตรงจุด

หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการผลักดัน พระราชบัญญัติอากาศสะอาด (Clean Air Act) ที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่ถูกลดทอนสาระสำคัญ ซึ่งจะช่วยยกระดับการจัดการมลพิษทางอากาศในหลายมิติ ได้แก่

  • การจัดทำฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ด้านการปล่อยมลพิษทางอากาศ
  • การกำหนดหน้าที่หน่วยงานรัฐให้แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
  • การบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • การจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและทันการณ์

สถานการณ์ PM 2.5 ตามภูมิภาคในประเทศไทย

ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) สรุปภาพรวมสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในประเทศไทยว่า มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามภูมิภาค

"ตริตาภรณ์ สนใจ" นักวิชาการสิ่งแวดล้อมปฏิบัติการ กรมควบคุมมลพิษ รายงานว่า พื้นที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันตก และภาคใต้ ยังคงมีค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่อื่น ๆ สถานการณ์เริ่มน่ากังวล ดังนี้

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ภาพรวมอยู่ใน ระดับสีส้ม (เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ) โดยเฉพาะ จังหวัดนครพนม ที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง ระดับสีแดง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
  • 17 จังหวัดภาคเหนือ: สถานการณ์วิกฤตที่สุด โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับสีแดง (มีผลกระทบต่อสุขภาพ) โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน

การคาดการณ์และคำแนะนำด้านสุขภาพ จากการคาดการณ์ล่วงหน้า 7 วัน พบว่าพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงต้อง เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ เนื่องจากฝุ่นละอองมีแนวโน้มที่จะ ปรับตัวสูงขึ้นอีก

เตือนประชาชนลดกิจกรรมกลางแจ้ง

แนะนำให้ประชาชน หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการเผาในช่วงนี้ เพื่อลดความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่นพิษ พร้อมทั้งดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ ควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นที่มีประสิทธิภาพทุกครั้งเมื่อออกนอกอาคาร

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงอยู่ในระดับอันตรายสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศของไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ เกษตรกรรม และนโยบายสาธารณะ ที่ต้องอาศัยมาตรการเชิงระบบและความร่วมมือทั้งในประเทศและระดับภูมิภาคอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากไม่สามารถควบคุมการเผาในที่โล่งแจ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชนและผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต