วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

‘สงครามอิหร่าน’ 14 วัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจก สูงกว่าการปล่อยคาร์บอนรายปีของหลายประเทศ

‘สงครามอิหร่าน’ 14 วัน ปล่อยก๊าซเรือนกระจก สูงกว่าการปล่อยคาร์บอนรายปีของหลายประเทศ

สงครามอิหร่าน” กำลังสร้างหายนะครั้งใหญ่ต่อ สภาพภูมิอากาศโลก ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงแต่พรากชีวิตผู้คนและทำลายเมือง แต่ยังส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาล สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมรุนแรง

สถาบันสภาพภูมิอากาศและชุมชน (CCI) หน่วยงานวิจัยด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจ ทำการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับต้นทุนทางสภาพภูมิอากาศจากการสู้รบในอิหร่านโดยทีมนักวิจัยได้ประเมินทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากยุทโธปกรณ์ และมลพิษทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

จากการศึกษาพบว่า ในช่วง 14 วันแรกของความขัดแย้ง ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์-14 มีนาคม 2026 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาสูงถึง 5.05-5.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนตลอดทั้งปีของหลายประเทศ โดยปริมาณมลพิษมหาศาลนี้เกิดขึ้นจากการใช้ขีปนาวุธ การขับเคลื่อนเครื่องบินรบ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน 

การปล่อยคาร์บอนในเวลาเพียง 14 วันนี้มีปริมาณสูงกว่าการปล่อยคาร์บอนรายปีของประเทศไอซ์แลนด์ทั้งประเทศในปี 2024 นอกจากนี้ หากมลพิษยังคงถูกปล่อยออกมาในอัตรานี้ต่อไปหนึ่งปี จะเท่ากับการปล่อยคาร์บอนของ 84 ประเทศที่ปล่อยก๊าซต่ำที่สุดในโลกรวมกัน สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าสงครามกำลังดึงงบประมาณคาร์บอนคงเหลือของโลกไปใช้อย่างสิ้นเปลือง

แพทริก บิกเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบัน CCI และผู้ร่วมเขียนบทวิเคราะห์ ได้ให้ความเห็นว่าทุกครั้งที่มีการยิงขีปนาวุธ มันเปรียบเสมือนการวางเงินดาวน์ทำให้โลกร้อนกว่าเดิมและไม่เสถียรมากขึ้น เขาเน้นย้ำว่าการเมืองระหว่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะทำให้มนุษย์อาศัยอยู่ในโลกที่อันตราย แลกมาด้วยความปลอดภัยของโลกในระยะยาว

ต้นทุนคาร์บอนในการฟื้นฟู

แหล่งที่มาของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใหญ่ที่สุดในช่วงแรกของสงครามไม่ได้มาจากอาวุธโดยตรง แต่มาจากการทำลายอาคารบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน คาดว่า การรื้อถอนซากปรักหักพังและการสร้างเมืองใหม่ในอนาคตจะก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซสูงถึง 2.4-2.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า มลพิษในส่วนนี้เพียงอย่างเดียวก็มีปริมาณเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซรายปีของประเทศมัลดีฟส์

ข้อมูลจากสภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่าน ระบุว่า มีอาคารพักอาศัยเสียหายไปแล้วกว่า 16,191 แห่ง พร้อมด้วยหน่วยเชิงพาณิชย์อีก 3,384 แห่ง นอกจากนี้ยังมีสถานพยาบาล 77 แห่ง และโรงเรียน 69 แห่งที่ถูกทำลายลงจากการระเบิด การสูญเสียสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้หมายถึงการสูญเสียทรัพยากรและพลังงานมหาศาลที่เคยถูกใช้ในการก่อสร้าง และต้องใช้ซ้ำอีกครั้งเพื่อการฟื้นฟู

การสร้างเมืองใหม่หลังจากสงครามเสร็จสิ้น สร้างต้นทุนคาร์บอนที่มองไม่เห็นจากการปล่อยมลพิษ โดยเกรซ อเล็กซานเดอร์ นักวิจัยจากศูนย์สังเกตการณ์ความขัดแย้งและสิ่งแวดล้อม (CEOBS) กล่าวว่าการโจมตีเขตเมืองจะสร้างผลกระทบในระยะยาวที่รุนแรง การผลิตซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างใหม่เพื่อทดแทนสิ่งที่กลายเป็นเถ้าถ่านจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ยอดปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ พุ่งสูงขึ้นหลังจากสงครามยุติ

ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่ามีน้ำมันระหว่าง 2.5-5.9 ล้านบาร์เรลถูกเผาไหม้จากการโจมตีในช่วง 14 วันแรก ทั้งจากการจงใจโจมตีคลังเก็บเชื้อเพลิง โรงกลั่นน้ำมัน และเรือบรรทุกน้ำมันทั่วภูมิภาคอ่าว ซึ่งการระเบิดและการเผาไหม้ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหล่านี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาประมาณ 1.9-2.1 ล้านตัน

ผลกระทบต่อระบบนิเวศในระยะยาว

สงครามครั้งนี้ ยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ฝนดำ” (Black Rain) ที่ตกลงมาปกคลุมกรุงเตหะราน หลังจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ 4 แห่งรอบเมืองหลวงถูกอิสราเอลโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้มหาศาล เขม่าควันสีดำและเถ้าถ่านจากการเผาไหม้น้ำมันนับล้านลิตรได้พวยพุ่งสู่ชั้นบรรยากาศและรวมตัวกับละอองน้ำจนกลายเป็นฝนกรดที่เป็นพิษ

ฝนดำที่ตกลงมามีลักษณะเป็นคราบน้ำมันและมีความเป็นกรดสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหยาดฝนเหล่านี้ประกอบด้วยสารเคมีอันตรายและโลหะหนักที่จะปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำและดินในทันที ประชาชนในเตหะรานได้รับคำเตือนให้อยู่แต่ในอาคารเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับมลพิษที่เป็นอันตรายนี้

ฝนดำและเขม่าควันส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อนุภาคขนาดเล็กสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคปอดและหัวใจอย่างเฉียบพลัน ในขณะที่สารเคมีพิษและโลหะหนักที่ตกค้างในอากาศและน้ำจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งและการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในอนาคต

ขณะเดียวกัน การสู้รบครั้งนี้ปลดปล่อยสารเคมี โลหะหนัก และสารมลพิษอื่น ๆ จากขีปนาวุธที่ระเบิดและจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ถูกทำลาย โดยสารเคมีเหล่านี้จะซึมลงสู่ผืนดินและแหล่งน้ำใต้ดิน สารเหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ง่ายและอาจคงอยู่ในสภาพแวดล้อมไปได้นานหลายทศวรรษ  ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมไปจนถึงแหล่งน้ำสะอาดของประชาชน 

คาเวห์ มาดานี นักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านและผู้อำนวยการสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ กล่าวว่าการทำลายล้างนี้รุนแรงมาก เหตุการณ์นี้ทำให้ความพยายามต่อสู้เพื่อความยั่งยืนและการปกป้องสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคนี้ล้มเหลว อีกทั้งการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับมาเหมือนเดิมจะกลายเป็นงานที่ยากลำบากและใช้เวลาเนิ่นนาน

ซากเรือรบที่จมลง ทำให้เศษซากอาวุธและเรือที่จมลงจะสะสมสารมลพิษไว้ในตะกอนดินใต้น้ำ รวมถึงคราบน้ำมันก็จะส่งผลกระทบต่อแนวปะการัง ทุ่งหญ้าทะเล และสัตว์ทะเลที่เปราะบางด้วย จนระบบนิเวศ ในอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างรุนแรง นอกจากนี้อ่าวเปอร์เซียมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำตื้นและกึ่งปิด จะได้รับผลกระทบจากมลพิษเหล่านี้อย่างเข้มข้นและยาวนานกว่าแหล่งน้ำเปิด

ดั๊ก เวียร์ ผู้อำนวยการศูนย์สังเกตการณ์ความขัดแย้งและสิ่งแวดล้อม ระบุว่าทีมงานได้บันทึกเหตุการณ์ที่น่ากังวลต่อสิ่งแวดล้อมไปแล้วกว่า 400 ครั้ง การตรวจสอบความเสียหายทำได้ยากมาก เนื่องจากอิหร่านปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและความล่าช้าของภาพถ่ายดาวเทียม แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการโจมตีฐานทัพและโรงงานอุตสาหกรรมกำลังสร้างมลพิษไปทั่วภูมิภาค

มลพิษที่มองไม่เห็น

ในช่วง 14 วันแรกของการรบมีการใช้เชื้อเพลิงไปมากกว่า 150-270 ล้านลิตร เครื่องบินรบและเรือสนับสนุนของสหรัฐและอิสราเอลได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากกว่า 529,000 ตัน ปริมาณนี้เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซรายปีของกรีนแลนด์ทั้งประเทศ

การปฏิบัติภารกิจของเครื่องบินขับไล่ F-35 แต่ละลำเพียง 1.5-2 ชั่วโมง จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาประมาณ 14-17 ตัน ปริมาณดังกล่าวเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลตลอดอายุการใช้งานหนึ่งคัน และแน่นอนว่าในแต่ละวันมีการทำภารกิจหลายพันเที่ยวบิน ยิ่งทำให้ต้นทุนสภาพภูมิอากาศจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างทวีคูณ

สงครามยังส่งผลกระทบต่อการบินพลเรือนทั่วโลก เนื่องจากเครื่องบินพาณิชย์ต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่ขัดแย้ง การบินอ้อมในระยะทางที่ไกลขึ้นทำให้ต้องเผาผลาญเชื้อเพลิงและปล่อยมลพิษมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ในแต่ละวันมีผู้โดยสารกว่าครึ่งล้านคนที่ต้องเผชิญกับผลกระทบนี้ ยิ่งเพิ่มภาระทางสภาพภูมิอากาศจากการสู้รบในอีกทางหนึ่ง

นอกจากคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว การรั่วไหลของก๊าซมีเทนก็เป็นอีกเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลอย่างยิ่ง เนตา ครอว์ฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางการทหาร ระบุว่า การโจมตีคลังเก็บก๊าซในอิหร่านทำให้มีเทนที่ไม่ได้ถูกเผาไหม้รั่วไหลสู่ชั้นบรรยากาศโดยตรง เนื่องจากก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการสร้างภาวะโลกร้อนที่รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ หลายเท่าตัว และเป็นมลพิษที่ยากจะควบคุม

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์ยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากผู้ตรวจสอบสากลไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ แม้จะยังไม่มีรายงานการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีในระดับที่อันตรายหลังจากโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมถูกโจมตี แต่ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่เสมอ หากเกิดความเสียหายต่อเตาปฏิกรณ์หรือคลังเก็บวัสดุนิวเคลียร์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่คงอยู่ไปอีกนานแสนนาน

สงครามครั้งนี้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลคือจุดอ่อนทั้งด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อม เซบาสเตียน คินด์ อดีตเจ้าหน้าที่ด้านพลังงานของอาร์เจนตินา มองว่าเหตุการณ์นี้ควรเป็นแรงผลักดันให้โลกเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ความอยู่รอดของดาวเคราะห์ดวงนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของมนุษย์ในการยุติการใช้ความรุนแรงและหันมาสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนผ่านพลังงานสะอาด


ที่มา: AP NewsEarthLive ScienceThe Guardian