TEI ชี้วิกฤติพลังงานโลกเดือด! หนุนกิจกรรม Earth Hour ปิดไฟ 1 ชั่วโมงในวันเสาร์นี้ (28 มี.ค.) แนะรัฐ-เอกชนเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดรับมือผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
ท่ามกลางวิกฤตการณ์ "โลกเดือด" ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์พัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมจึงมองว่า กิจกรรม "ปิดไฟ 1 ชั่วโมง (Earth Hour) ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม เวลา 20.30-21.30 น. จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์สำคัญที่กระตุ้นให้ผู้คนทั่วโลกหันมาตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าโดยเฉพาะน้ำมันที่เป็นทรัพยากรใช้แล้วหมดไปได้
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ระบุว่า จากสถานการณ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน การปิดไฟ 1 ชั่วโมงในปีนี้ มีความสำคัญมากกว่าแค่การลดใช้ไฟในช่วงเวลาสั้นๆ
แต่เป็นสัญลักษณ์ที่กระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงวิกฤตการณ์ "โลกเดือด" และความไม่แน่นอนทางพลังงานที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย
เนื่องจากปัจจุบันไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสูงถึง 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด
ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกไม่เพียงแต่ส่งผลต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอย่างพลาสติกซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอีกด้วย
การประหยัดพลังงานเพียงชั่วโมงเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องสร้างให้เป็น "นิสัย" ที่ทำทันทีเมื่อไม่ใช้งาน ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟ เช่น หลอด LED และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางสู่ระบบขนส่งมวลชนหรือรถไฟฟ้า (EV)
เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าหรือแม้แต่การเดินเท้าซึ่งได้ทั้งการลดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นการเสริมสร้างสุขภาพอีกทางหนึ่งเดียว
TEI ยังได้เสนอทางออกเชิงวิชาการด้วยการนำทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงาน ทั้งเศษวัสดุทางการเกษตรที่มักถูกเผาจนก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5
หรือการบริหารจัดการขยะพลาสติกที่มีปริมาณสูงถึง 2.3 ล้านตันต่อปี ซึ่งปัจจุบันมีการนำกลับมารีไซเคิลได้เพียง 25% เท่านั้น หากสามารถดึงศักยภาพเหล่านี้กลับมาเป็นทรัพยากรใหม่หรือพลังงานทดแทนได้ จะเป็นการตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางพลังงานไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานชีวภาพอย่างจริงจังที่ทำให้เกิดผลระยะยาว เช่น การเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B7 เป็น B10 หรือ B20 ซึ่งเป็นทรัพยากรในประเทศที่สามารถช่วยพยุงสถานการณ์ในช่วงขาดแคลนได้เป็นอย่างดีเพิ่มเติมจากการประหยัดพลังงาน
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนที่สอดประสานกันทั้งนโยบายรัฐและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของภาคประชาชน เพื่อให้สังคมไทยสามารถอยู่รอดปลอดภัยและก้าวผ่านวิกฤตการณ์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมไปได้อย่างมั่นคง





