วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

'สารเคมีชั่วนิรันดร์' จากสมรภูมิตะวันออกกลาง เสี่ยงปนเปื้อนข้ามทศวรรษ

'สารเคมีชั่วนิรันดร์' จากสมรภูมิตะวันออกกลาง เสี่ยงปนเปื้อนข้ามทศวรรษ

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความซับซ้อนขึ้น ผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายทางกายภาพหรือความสูญเสียทางมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

โดย "ดร.สนธิ คชวัฒน์" นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เตือนถึงความเสี่ยงจาก PFAS หรือ “สารเคมีชั่วนิรันดร์” (Forever Chemicals) ที่อาจปนเปื้อนจากปฏิบัติการทางทหารอย่าง Operation Epic Fury ซึ่งสารเคมีกลุ่มนี้มีคุณสมบัติย่อยสลายได้ยาก สามารถสะสมในสิ่งแวดล้อมและร่างกายมนุษย์เป็นเวลานาน และอาจกลายเป็นความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่ยืดเยื้อไปอีกหลายทศวรรษ

สาร PFAS คืออะไร

PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) เป็นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่มนุษย์ผลิตขึ้นมากกว่า 10,000 ชนิด มีคุณสมบัติทนความร้อน กันน้ำ กันน้ำมัน และป้องกันคราบสกปรกได้ดี ทำให้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมจำนวนมาก รวมถึงอุปกรณ์ทางทหาร

ความอันตรายสำคัญของ PFAS อยู่ที่โครงสร้างพันธะคาร์บอน-ฟลูออรีนที่มีความแข็งแรงสูงมาก ส่งผลให้สารกลุ่มนี้ ไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ และสามารถสะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดิน น้ำ และสิ่งมีชีวิต รวมถึงร่างกายมนุษย์ เป็นเวลานานหลายปีหรือหลายทศวรรษ จึงถูกเรียกว่า “Forever Chemicals” หรือ “สารเคมีชั่วนิรันดร์”

PFAS กับบริบทสงคราม: แหล่งกำเนิดมลพิษ

"ดร.สนธิ" ระบุว่า ในบริบทของสงคราม PFAS อาจถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมจากหลายแหล่งสำคัญ ได้แก่

1. โฟมดับเพลิงทางทหาร: โฟมดับเพลิงชนิดพิเศษที่ใช้ควบคุมไฟจากการโจมตีฐานทัพอากาศ คลังน้ำมัน และคลังอาวุธ มักมีส่วนผสมของ PFAS ในระดับสูง เมื่อใช้งานในปริมาณมาก สารเคมีสามารถซึมลงสู่ดินและแหล่งน้ำใต้ดิน

2. อาวุธและระบบยุทโธปกรณ์: มีรายงานว่ากระสุนและระเบิดบางประเภทของสหรัฐฯ ประมาณ 20% มีส่วนประกอบของ PFAS ในสัดส่วนราว 1–3% ของน้ำหนักวัตถุระเบิดสุทธิ นอกจากนี้ยังพบการใช้ PFAS ในระบบนำวิถีขีปนาวุธ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางทหาร และชุดป้องกันสารเคมี

เมื่อเกิดการระเบิด สาร PFAS จะกระจายตัวเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก ฟุ้งในอากาศ และตกค้างในดินหรือแหล่งน้ำในพื้นที่ใกล้เคียง

ความเสี่ยงต่อสุขภาพ

งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขจำนวนมากชี้ว่า PFAS สามารถสะสมในร่างกายมนุษย์ (Bioaccumulation) และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด ได้แก่

  • มะเร็งไต และมะเร็งอัณฑะ
  • โรคตับ
  • ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
  • ระดับคอเลสเตอรอลสูง
  • ภาวะมีบุตรยาก
  • ประสิทธิภาพวัคซีนลดลง
  • ความเสี่ยงติดเชื้อในเด็กเพิ่มขึ้น

ในบางพื้นที่ใกล้ฐานทัพทหาร มีการตรวจพบระดับ PFAS ในน้ำดื่มสูงเกินมาตรฐานที่กำหนดโดย United States Environmental Protection Agency (EPA) หลายเท่า สะท้อนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในระยะยาว

มลพิษจากสงคราม ผลกระทบที่ยาวนานกว่าการสู้รบ

นักวิชาการหลายคนเตือนว่า มลพิษจากสงครามไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อการสู้รบยุติลง แต่สามารถทิ้ง “ร่องรอยทางเคมี” ไว้ในระบบนิเวศเป็นเวลาหลายสิบปี ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ความปลอดภัยทางอาหาร และสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง

ประเด็น PFAS จึงกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในเวทีนานาชาติ เนื่องจากเป็นตัวอย่างของมลพิษสมัยใหม่ที่แพร่กระจายได้ไกล ข้ามพรมแดน และยากต่อการกำจัด

การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมหลังความขัดแย้ง

การจัดการสาร PFAS ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและงบประมาณจำนวนมาก ทั้งในด้านการตรวจสอบคุณภาพน้ำ การฟื้นฟูดิน และการเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชน

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากสงครามในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้จำกัดเพียงความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อคนรุ่นต่อไป