ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยอยู่ในช่วงวิกฤติหนัก หลังผลการศึกษาล่าสุดพบว่าอัตราการละลายของน้ำแข็งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ปี 1973–2023 สูญเสียมวลน้ำแข็งไปประมาณ 24 เมตร ซึ่งสูงเท่ากับตึก 6 ชั้น หรือประมาณ 24 เมตร
ภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัย (HKH) เป็นเทือกเขาสูงที่ทอดยาวผ่าน 8 ประเทศในเอเชีย ได้แก่ อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย จีน เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ และเมียนมาร์ เคยถูกเรียกว่า “ขั้วโลกที่สาม” (Third Pole) เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของหิมะและน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดนอกเขตขั้วโลก เป็นต้นกำเนิดของลุ่มแม่น้ำสายสำคัญถึง 10 สายที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรจำนวนมหาศาล แต่ตอนนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง
รายงานจากศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาภูเขาอย่างบูรณาการ (ICIMOD) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 1990–2020 ภูมิภาค HKH สูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปแล้ว 12% และสูญเสียปริมาณน้ำแข็งสำรองไป 9% ซึ่งอัตราการสูญเสียนี้ได้เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากปี 2010 เป็นต้นมา โดยเฉพาะในพื้นที่หิมาลัยตะวันออกและตอนกลาง
อัตราการละลายของธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ผลการศึกษาธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ 5 แห่งที่ติดตามย้อนกลับไปถึง 70 ปีพบว่า มวลน้ำแข็งที่สูญเสียไปในช่วงหลังปี 2000 มีอัตราสูงกว่าช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ตั้งแต่ 17% ไปจนถึง 267% ในบางพื้นที่
จากการสำรวจพบว่า ธารน้ำแข็งกังโกตรี (Gangotri) ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญของแม่น้ำคงคา แสดงสภาวะมวลน้ำแข็งติดลบอย่างต่อเนื่องและรุนแรงตลอด 70 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับธารน้ำแข็งบารา ชิกรี (Bara Shigri) และเซมู (Zemu) ก็มีสมดุลมวลที่เป็นลบเช่นกัน จนน้ำแข็งบางลงและถอยร่นในระยะยาว
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อลุ่มแม่น้ำสายหลัก โดยพบว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ลุ่มแม่น้ำคงคาและแม่น้ำพรหมบุตรสูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปแล้วประมาณ 21% และ 16% ตามลำดับ ซึ่งความผันผวนของปริมาณน้ำนี้จะสร้างความไม่แน่นอนให้กับชุมชนปลายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก
แต่ยังไม่รุนแรงเท่าแม่น้ำสายอื่น ๆ ทางตะวันออกของภูมิภาค โดยแม่น้ำสาละวินสูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งไปมากถึง 33% ตามมาด้วยแม่น้ำแยงซี 23% และแม่น้ำเหลือง 22% ข้อมูลนี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของระบบนิเวศลุ่มน้ำในเอเชียที่พึ่งพิงน้ำละลายจากยอดเขาสูง
สถานการณ์ในหิมาลัยตอนกลาง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เมืองชิมลาในอินเดียไปจนถึงขอบตะวันออกของเนปาล ถูกระบุว่าเป็นจุดที่สูญเสียพื้นที่ธารน้ำแข็งมากที่สุด โดยลดลงกว่า 20% แม้แต่เทือกเขาคาราโครัมที่เคยมีความเสถียรมากกว่า ก็เริ่มมีสัญญาณว่าความมั่นคงของธารน้ำแข็งกำลังอ่อนแอลงหลังจากปี 2000
การละลายอย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรกว่า 2,000 ล้านคนในภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาน้ำละลายเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และพลังงาน นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าการลดลงของน้ำแข็งจะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำในระดับท้องถิ่น
แต่ขณะเดียวกัน กลับมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลันจากทะเลสาบธารน้ำแข็งระเบิด (GLOFs) เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเหตุการณ์หิมะถล่ม ดินถล่ม และโคลนถล่ม ซึ่งภัยพิบัติเหล่านี้เคยสร้างความสูญเสียอย่างหนักมาแล้ว เช่น เหตุการณ์ธารน้ำแข็งละลายจนทำให้น้ำในแม่น้ำทะลักท่วมที่รัฐสิกขิมของอินเดียเมื่อปี 2023 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 คน
มุฮัมหมัด ฟารุก อาซัม ผู้เชี่ยวชาญด้านหิมะและน้ำแข็งจาก ICIMOD ให้ความเห็นว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เรามีข้อมูลจากการสำรวจภาคสนามที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าการสูญเสียมวลน้ำแข็งเพิ่มขึ้น” พร้อมระบุว่า ภูมิภาค HKH กำลังอุ่นขึ้นเร็วกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า ซึ่งทำให้ธารน้ำแข็งตกอยู่ในความเสี่ยงสูงสุด
ด้านมิเรียม แจ็คสัน นักธารน้ำแข็งวิทยา เตือนว่าแม้แต่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.1 องศาเซลเซียส ก็ส่งผลกระทบมหาศาลต่อธารน้ำแข็ง เธอเน้นย้ำว่า “การเกษตรและการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจะทำได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม และเราควรจะตระหนักถึงผลกระทบต่อเนื่องที่จะเกิดขึ้นในทุก ๆ ด้าน”
นอกจากนี้ แจ็คสันยังแสดงความกังวลว่า ตอนนี้ผู้คนกำลังหันไปสนใจกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เช่น สงครามในอิหร่าน มากกว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญและอันตรายกว่ามาก อีกทั้งกิจกรรมทางการทหารยังเป็นการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษที่เร่งการละลายของธารน้ำแข็งเพิ่มเติมอีกด้วย
ขณะที่ ธนาคารโลกได้ระบุว่าโลกกำลังเข้าสู่ “ภาวะล้มละลายน้ำทั่วโลก" โดยระบบการจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในปัจจุบันสามารถรองรับการผลิตอาหารได้เพียง 3,400 ล้านคน ซึ่งไม่ถึงครึ่งของประชากรโลกในปัจจุบัน ความเครียดจากน้ำอาจส่งผลให้ผลผลิตอาหารลดลง 6–14% ภายในปี 2050
สำหรับประเทศอินเดีย ซึ่งถูกจัดว่าเป็นผู้ส่งออกอาหารที่ขาดแคลนน้ำ (water-stressed food exporter) กำลังเผชิญความท้าทายในการปรับเปลี่ยนไปสู่พืชที่ใช้น้ำน้อยลง รายงานชี้ว่าการสกัดน้ำบาดาลมาใช้มากเกินไปในพื้นที่เกษตรกรรมหลักของอินเดีย ยิ่งซ้ำเติมวิกฤติความมั่นคงด้านน้ำรุนแรงขึ้น
วิกฤติน้ำยังส่งผลกระทบไปถึงจิตวิญญาณและวัฒนธรรม ดังกรณีของ ชุมชนมันดาเอียนในอิรักและอิหร่าน ที่ต้องเผชิญกับบาดแผลทางวัฒนธรรม เนื่องจากแม่น้ำสายหลักที่ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เหือดแห้งลง สะท้อนให้เห็นว่าการสูญเสียทรัพยากรน้ำไม่ได้ทำลายแค่สิ่งแวดล้อม แต่ยังทำลายอัตลักษณ์ของชุมชนพื้นเมืองด้วย
การแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านน้ำและอาหารให้เพียงพอต่อประชากรโลกในปี 2050 คาดว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 600,000-1.8 ล้านล้านดอลลาร์ แต่งบประมาณส่วนใหญ่ในปัจจุบันกลับถูกใช้ไปกับการอุดหนุนที่ส่งเสริมการผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพและทำลายทรัพยากร
ที่มา: Down to Earth, Times of India, South China Morning Post





