ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเปราะบางของภาคเกษตรไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะทำอะไร” แต่คือ “จะเริ่มต้นอย่างไร” ให้เกิดผลจริงและยั่งยืน เวทีวิชาการล่าสุดจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้สะท้อนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนว่า “100 วันแรก” คือช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางใหม่ของประเทศ โดยเฉพาะในระบบเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
วันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ณ สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการประชุมวิชาการครั้งที่ 64 สาขาเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ได้มีการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “Roadmap 100 วันแรก: นโยบายเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมที่เริ่มได้ทันทีหลังตั้งรัฐบาล” โดยรวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ เอกชน และวิชาการ เพื่อร่วมกันสะท้อนทิศทางเชิงนโยบายที่ควรเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน
เวทีดังกล่าวมีวิทยากรสำคัญ 4 ท่าน ได้แก่ น.สพ. ยุคล ลิ้มแหลมทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี, ชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการเพิ่มมูลค่าพืชเกษตร, ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย และ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินรายการโดย กุลวรางค์ สุวรรณศรี นักวิจัยนโยบายอาวุโส ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
100 วันแรก หน้าต่างแห่งโอกาส “ตั้งระบบใหม่”
สาระสำคัญจากเวทีเสวนาสะท้อนว่า 100 วันแรกของรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่ช่วงเวลาที่จะสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ในคราวเดียว หากแต่เป็น “หน้าต่างแห่งโอกาส” ที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานระบบการทำงานใหม่ของรัฐ
ภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม ต้องถูกมองเป็นระบบเดียวกัน ไม่ใช่นโยบายแยกส่วน เพราะทุกมิติ ตั้งแต่ความมั่นคงทางอาหารไปจนถึงการแข่งขันทางการค้า ล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
ภาคเกษตรและอาหารของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งโครงสร้างเกษตรกรสูงวัย ผลิตภาพต่ำ รายได้เปราะบาง หนี้ครัวเรือน ความผันผวนของต้นทุน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
“วันนี้เกษตรไทยไม่ได้เผชิญความเสี่ยงเพียงด้านเดียว แต่เป็นความเสี่ยงซ้อนกันหลายชั้น และเกิดขึ้นพร้อมกัน”
นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ระบบอาหารแห่งชาติ
"น.สพ. ยุคล" เสนอให้ใช้ระบบอาหารแห่งชาติเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยเน้นการเชื่อมโยงหน่วยงานและการทำงานในระดับพื้นที่
“ถ้าเราไม่มีระบบกลางที่เชื่อมโยงกัน ต่อให้มีนโยบายดีแค่ไหน ก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนได้จริง”
ข้อเสนอสำคัญคือการพัฒนาฐานข้อมูลอาหารระดับจังหวัดแบบครบวงจร และการผลักดัน 4 แนวทางหลัก ได้แก่
- นวัตกรรมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การยกระดับเศรษฐกิจฐานราก
- การสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่
- การใช้ข้อมูลเชิงลึกในการบริหาร
5 ความเสี่ยงใหญ่ที่เกษตรไทยต้องรับมือ
"ชูศักดิ์" ชี้ให้เห็นว่าเกษตรไทยกำลังเผชิญความเสี่ยง 5 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ มาตรการกีดกันทางการค้า สภาพอากาศแปรปรวน โรคและศัตรูพืช กระแสการเติบโตสีเขียว และโครงสร้างประชากรสูงวัย
ข้อเสนอเร่งด่วนใน 100 วันแรกจึงควรเริ่มจากการพัฒนาระบบเตือนภัยเกษตรที่บูรณาการข้อมูลน้ำ อากาศ โรคพืช และแมลงศัตรูพืช การลดต้นทุนต้นน้ำผ่านปุ๋ยชีวภาพ เมล็ดพันธุ์คุณภาพ และเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ การเร่งปรับภาคเกษตรไทยสู่เกษตรเท่าทันภูมิอากาศและเกษตรคาร์บอนต่ำ และการสร้างระบบนิเวศเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เชื่อมดิจิทัล เทคโนโลยี และแพลตฟอร์มตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ภาคเกษตรไทยปรับตัวได้เร็วขึ้นในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เปลี่ยน “วิธีทำงานรัฐ” ด้วย War Room และ Data Platform
ด้าน "รศ.ดร.วิษณุ" เสนอจากมุมวิชาการว่า รัฐบาลควรใช้ 100 วันแรกเพื่อ “เปลี่ยนวิธีทำงาน” ของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการตั้ง “ศูนย์บัญชาการระบบอาหารไทย” ในลักษณะ war room เพื่อเชื่อมข้อมูลและการตัดสินใจร่วมระหว่างหน่วยงานสำคัญ พร้อมเริ่ม National Agrifood Data Platform ในสินค้าสำคัญและจังหวัดนำร่อง
ข้อเสนอสำคัญอีกด้านคือการเปลี่ยนจากการช่วยเหลือแบบให้เปล่าไปสู่การช่วยปรับตัวแบบมีเงื่อนไข เช่น การให้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การลดการเผา การปรับชนิดพืชตามความเหมาะสมของพื้นที่ การใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี และการทำมาตรฐาน GAP รวมถึงการเปิดตัว National e-Traceability Blueprint สำหรับสินค้าสำคัญ โดยกำหนดชุดข้อมูลกลางที่ใช้ร่วมกันตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่แปลงผลิตจนถึงจุดจำหน่าย นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบาย
เน้น “กลไกขับเคลื่อน” และ Policy Lab ในพื้นที่
นอกจากข้อเสนอเชิงนโยบาย เวทีเสวนายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “กลไกการทำให้เกิดผลจริง” โดยชี้ว่าประเทศไทยมีข้อมูลจำนวนมากอยู่แล้วในระดับพื้นที่ แต่ยังขาดการบูรณาการ วิเคราะห์ และนำไปใช้
จึงเสนอให้มีศูนย์บัญชาการที่เชื่อมข้อมูลจากระดับจังหวัดสู่ส่วนกลางอย่างเป็นระบบ มีผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ข้อมูล กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจน และจัดทำแผนปฏิบัติที่มีกรอบเวลาและตัวชี้วัด
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยควรทำหน้าที่เป็น “Policy Lab” ในพื้นที่นำร่อง เพื่อแปลงองค์ความรู้และข้อมูลให้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ใช้งานได้จริง
ข้อเสนอถึงรัฐบาล: สร้างความเชื่อมั่น-เชี่ยวชาญ
วิทยากรหลายท่านย้ำว่า รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ว่าประเทศไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นระบบ
พร้อมเสนอให้การแต่งตั้งผู้บริหารด้านนโยบายยึดหลักความเชี่ยวชาญมากกว่าปัจจัยทางการเมือง และปรับบทบาทจาก “ผู้แจกเงินเยียวยา” ไปสู่ “ผู้จัดการความเสี่ยงในอนาคต” โดยใช้ตัวชี้วัดใหม่ เช่น รายได้สุทธิของเกษตรกร การลดต้นทุน ความพร้อมต่อมาตรฐานสากล และความเข้มแข็งของระบบอาหารทั้งห่วงโซ่
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เร่งส่งเสริมสินค้า GI การพัฒนาคาร์บอนเครดิต และการสร้างเครือข่ายสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ
การย้ำว่ารัฐบาลควรใช้ 100 วันแรกเป็นจุดเริ่มต้นของการวาง “ระบบปฏิบัติการใหม่” สำหรับภาคเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการใช้ข้อมูลร่วม การบริหารแบบบูรณาการ และการลงทุนเพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวได้จริง
หากสามารถเริ่มต้นได้อย่างมีระบบตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้การแก้ปัญหาระยะสั้นเชื่อมต่อกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง และยกระดับความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรและอาหารไทยในระยะยาว





