ข้อมูลรายงานประจำปี จาก IQAir ซึ่งอ้างอิงเกณฑ์มาตรฐานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในปี 2025 มีเมืองที่มีอากาศสะอาดตามเกณฑ์ความปลอดภัยลดลงเหลือเพียง 14% จาก 9,500 เมืองทั่วโลก ซึ่งลดลงจากปี 2024 ที่อยู่ 17% แสดงให้เห็นว่าความพยายามในการควบคุมมลพิษและรักษาคุณภาพอากาศยังทำได้ไม่ดีพอ
ขณะเดียวกัน มลพิษทางอากาศ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจากปัจจัยทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ที่ยังคงปล่อยมลพิษอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นภัยคุกคามระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อประชากรส่วนใหญ่ในหลายภูมิภาคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
โดย 10 อันดับประเทศที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในปี 2025 คือ
อันดับ 1 ปากีสถาน 67.3 (μg/m³)
อันดับ 2 บังกลาเทศ 66.1 (μg/m³)
อันดับ 3 ทาจิกิสถาน 57.3 (μg/m³)
อันดับ 4 ชาด 53.6 (μg/m³)
อันดับ 5 สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 50.2 (μg/m³)
อันดับ 6 อินเดีย 48.9 (μg/m³)
อันดับ 7 คูเวต 45.7 (μg/m³)
อันดับ 8 ยูกันดา 43.0 (μg/m³)
อันดับ 9 อียิปต์ 40.6 (μg/m³)
อันดับ 10 อุซเบกิสถาน 38.1 (μg/m³)
เอเชียใต้ ยังคงครองตำแหน่งภูมิภาคที่มีมลพิษรุนแรงที่สุดในโลกในปี 2025 ปัญหาในภูมิภาคนี้เกิดจากการผสมผสานระหว่างมลพิษจากโรงงานอิฐ การขนส่ง และฝุ่นจากการก่อสร้างที่ขาดการควบคุม โดยกรุงนิวเดลีอินเดีย ยังคงเป็น เมืองหลวงที่มีมลพิษมากที่สุดในโลกติดต่อกันหลายปี มีระดับ PM2.5 สูงกว่าเกณฑ์ที่ WHO แนะนำถึง 20 เท่า ส่งผลให้เกิดการประท้วงของประชาชนในเดือนพฤศจิกายน 2025 ทางการต้องสั่งปิดโรงเรียนและจำกัดการทำงานเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนจากหมอกควันพิษ
ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเผชิญกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง ควันจากการเผาป่าและมลพิษอุตสาหกรรมลอยข้ามเขตแดนโดยไม่เลือกประเทศ แม้บางประเทศจะมีความพยายามแก้ไข แต่หากประเทศเพื่อนบ้านไม่ร่วมมือ ปัญหาก็ยังคงวนเวียนไม่สิ้นสุด
สำหรับประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 48 มีค่า PM2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.8 μg/m³ ลดลงจากปีก่อนที่ระดับ 19.8 μg/m³ โดยพื้นที่ที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 สูงที่สุดในประเทศคือ เทศบาลนครอ้อมน้อย จ.สมุทรสาครที่ระดับ 32.2 μg/m³ รองลงมาคือ เทศบาลนครมาบตาพุด จ.ระยอง ที่ระดับ 27.9 μg/m³ ส่วนต.เวียงพางคํา จ.เชียงราย อยู่อันดับที่สาม ด้วยค่าเฉลี่ย 27.8 μg/m³
อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่ที่สามารถรักษาคุณภาพอากาศให้สะอาดตามเกณฑ์ของ WHO ได้ โดยพื้นที่ที่มีอากาศสะอาดที่สุดในโลกในปี 2025 คือ เฟรนช์โปลินีเซีย ในมหาสมุทรแปซิฟิก ด้วยค่าเฉลี่ย 1.8 μg/m³ เช่นเดียวกับประเทศในแถบลาตินอเมริกาและแคริบเบียนส่วนใหญ่ยังคงมีค่าเฉลี่ยของมลพิษอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย
ไฟป่าและพายุฝุ่นจากภาวะโลกร้อน
คุณภาพอากาศในปี 2025 แย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากปรากฏการณ์ไฟป่าที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและยุโรป ควันไฟจากไฟป่าในแคนาดาและสหรัฐอได้แพร่กระจายมลพิษข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ที่เคยมีอากาศสะอาด ส่งผลให้ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พุ่งสูงขึ้นเกินกว่าที่กฎหมายควบคุมจะรับมือได้
นอกจากไฟป่าแล้ว พายุฝุ่นที่เกิดจากความแห้งแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่เพิ่มมลพิษในชั้นบรรยากาศ ทอม กิลล์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ระบุว่าในปี 2025 พื้นที่อย่างเมืองเอลปาโซในรัฐเท็กซัสต้องเผชิญกับพายุฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี
แหล่งกำเนิดมลพิษหลัก อย่างการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องโดยที่ไม่ได้ลดลงเลย ขณะเดียวกัน การปล่อยไอเสียจากยานพาหนะและการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินในเอเชียยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการปรับปรุงคุณภาพอากาศ นอกจากนี้ การเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในเอเชียใต้ยังคงส่งผลให้เกิดหมอกควันพิษปกคลุมพื้นที่ทั่วภูมิภาค
ศูนย์ข้อมูลสำหรับเอไอ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศปี 2025 แย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมหาศาล จนกลายเป็นแหล่งกำเนิด PM2.5 แหล่งใหม่ และทำให้การควบคุมมลพิษในเขตเมืองที่มีเทคโนโลยีสูงทำได้ยากกว่าเดิม
ผลกระทบทางสุขภาพและเศรษฐกิจ
ฝุ่น PM2.5 เป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะสามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้โดยตรง เมื่ออนุภาคเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังร้ายแรง การได้รับมลพิษอย่างต่อเนื่องแม้ในระดับต่ำก็ส่งผลเสียต่อระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ในระยะยาว ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคทางเดินหายใจและมะเร็ง
องค์การอนามัยโลก ประมาณการว่า มลพิษทางอากาศจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 4.2 ล้านคนต่อปี และมลพิษภายนอกอาคารอาจคร่าชีวิตผู้คนได้สูงถึง 5.7 ล้านคนต่อปี
เด็กในช่วงวัยเจริญเติบโต ถือเป็นกลุ่มประชากรที่น่ากังวลที่สุด เนื่องจากระบบทางเดินหายใจยังพัฒนาไม่เต็มที่ การได้รับมลพิษในวัยนี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพไปตลอดชีวิต อีกทั้งปัญหาสุขภาพในเด็กจะสร้างภาระหนักให้แก่ระบบสาธารณสุขในอนาคต
จอร์จ เทอร์สตัน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ยืนยันว่า ไม่มีระดับมลพิษที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง การสะสมมลพิษในร่างกายตลอดช่วงชีวิต เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร แม้แต่พื้นที่ที่มีอากาศสะอาด ก็อาจยังมีระดับมลพิษที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
ธนาคารโลก ประเมินว่าความเสียหายจากมลพิษทางอากาศทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 4.5-6.1 ล้านล้านดอลลาร์ มูลค่านี้เทียบเท่ากับประมาณ 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในระดับโลก ความสูญเสียดังกล่าวรวมถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากประชากรที่ล้มป่วย
แฟรงก์ แฮมเมส ซีอีโอของ IQAir กล่าวว่า “ผลผลิตของคนรุ่นอนาคตจะผูกติดกับคุณภาพอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มลพิษทางอากาศมีส่วนลดระดับสติปัญญา (IQ) และบั่นทอนความสามารถในการทำงานด้วยแรงกาย เมื่อประชากรต้องออกจากกำลังแรงงานเนื่องจากปัญหาสุขภาพ ระบบเศรษฐกิจโดยรวมย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง”
สถานการณ์มลพิษที่รุนแรงในอินเดียช่วงปลายปี 2025 สร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่ามาตรการภาษีทางการค้า กีตา โกปินาธ อดีตเจ้าหน้าที่ IMF ระบุว่าสภาวะอากาศพิษในภาคเหนือของอินเดียส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน ธุรกิจจำนวนมากต้องหยุดชะงักและมีค่าใช้จ่ายแฝงเพิ่มขึ้นจากการจัดการปัญหาสุขภาพของพนักงาน
นอกจากการสูญเสียผลผลิตแล้ว รัฐบาลในหลายประเทศยังต้องเผชิญกับงบประมาณสาธารณสุขที่พุ่งสูงขึ้น ทรัพยากรของรัฐถูกนำไปใช้ในการรักษามากกว่าการพัฒนา สิ่งนี้กลายเป็นวงจรที่ขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีมลพิษสูง
ในหลายพื้นที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษได้ เนื่องจากขาดแคลนข้อมูลคุณภาพอากาศ ในทวีปแอฟริกาและเอเชียตะวันตกยังคงขาดแคลนสถานีตรวจวัดที่ได้มาตรฐาน ทำให้ประชาชนไม่ทราบถึงความเสี่ยงที่แท้จริง ดังนั้นการขาดข้อมูลที่แม่นยำทำให้การวางนโยบายแก้ไขปัญหาทำได้ไม่ตรงจุด,
ขณะเดียวกัน การเข้าถึงข้อมูลกลับแย่ลงในปี 2025 เมื่อรัฐบาลสหรัฐสั่งระงับการรายงานข้อมูลอากาศจากสถานทูตทั่วโลก การตัดสินใจนี้ส่งผลกระทบต่อ 44 ประเทศที่เคยพึ่งพาข้อมูลจากสถานทูตสหรัฐ เป็นแหล่งข้อมูลหลัก ลอร่า เคต เบนเดอร์ จากสมาคมโรคปอดแห่งอเมริกา ระบุว่าประชาชนมีสิทธิที่จะรู้ว่าอากาศที่พวกเขาหายใจเข้าไปมีอะไรปนเปื้อนอยู่บ้าง
การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในยุคนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง เพราะมลพิษไม่มีพรมแดนแล้ว การจัดการจึงต้องทำทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาคควบคู่กันไป ที่สำคัญ การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการควบคุมการเผาในที่โล่งยังคงเป็นมาตรการพื้นฐานที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกันและดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง หากมนุษยชาติยังไม่ร่วมกันหยุดยั้งภาวะโลกร้อน อนาคตที่อากาศบริสุทธิ์จะกลายเป็นของหายากอาจมาถึงเร็วกว่าที่คิด
ที่มา: Bloomberg, Business Standard, Inside Climate News, Health Policy Watch





