วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม 2569

Login
Login

‘สมดุลพลังงานโลก’ ถูกทำลาย โลกเก็บความร้อนมากเกินไป อุณหภูมิสูง-เกิดภัยพิบัติรุนแรง

‘สมดุลพลังงานโลก’ ถูกทำลาย โลกเก็บความร้อนมากเกินไป อุณหภูมิสูง-เกิดภัยพิบัติรุนแรง

รายงาน “State of the Global Climate 2025” จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ยืนยันว่า สภาพภูมิอากาศของโลกในปัจจุบันกำลังตกอยู่ในสภาวะที่ขาดสมดุลอย่างรุนแรงยิ่งกว่าช่วงเวลาใด ๆ ในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้างในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา กำลังส่งผลกระทบที่เลวร้ายต่อเนื่องไปอีกหลายร้อยหรืออาจถึงหลายพันปีข้างหน้า

ปัญหานี้เกิดจาก “ความไม่สมดุลของพลังงานบนโลก” ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาในชั้นบรรยากาศ กับความร้อนที่สามารถสะท้อนกลับออกไปสู่อวกาศได้ ในสภาวะที่ภูมิอากาศคงที่ พลังงานที่เข้ามาและออกไปควรจะมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบันสมดุลนี้ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง

 

พลังงานโลกไม่สมดุลเป็นประวัติการณ์

ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ที่เริ่มบันทึกมาตั้งแต่ปี 1960 แสดงให้เห็นว่าความไม่สมดุลของพลังงานโลกได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 แสดงให้ว่าโลกกำลังเก็บกักความร้อนไว้มากกว่าที่ระบายออกไป โดยปริมาณพลังงานส่วนเกินที่โลกดูดซับไว้ในแต่ละปีในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คิดเป็น 18 เท่าของพลังงานทั้งหมดที่มนุษย์ใช้รวมกันในหนึ่งปี 

ปริมาณความร้อนมหาศาลนี้ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกกระจายไปสะสมอยู่ในมหาสมุทร ชั้นบรรยากาศ ผืนดิน และพื้นที่ที่เป็นน้ำแข็งทั่วโลก

ดร.อัคเชย์ ดีโอรัส นักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเรดดิง เปรียบเทียบว่าโลกเหมือนกับห้องที่ถูกปิดหน้าต่างไว้ทุกบานในขณะที่เปิดเครื่องทำความร้อน ก๊าซเรือนกระจกทำหน้าที่เหมือนผ้าห่มที่หนาขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกักเก็บความร้อนไว้ภายในและทำให้โลกไม่มีโอกาสได้คลายความร้อนออกมาเพื่อสร้างความเย็นเหมือนที่เคยเป็นตามธรรมชาติ

สถิติอุณหภูมิปี 2015-2025 ยืนยันว่าช่วงเวลานี้เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมาในประวัติศาสตร์ โดยในปี 2024 ถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์เนื่องจากอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนีโญ ในขณะที่ปี 2025 แม้จะได้รับอิทธิพลจากลานีญาที่ช่วยลดอุณหภูมิลงชั่วคราว แต่ก็ยังคงเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองหรือสามเท่าที่เคยมีมา

ทั้งหมดนี้ เป็นผลมาจากความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 2 ล้านปี ส่วนก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ก็มีระดับสูงสุดในรอบไม่ต่ำกว่า 800,000 ปี ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกิจกรรมของมนุษย์

ด้วนความร้อนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้นต่อเนื่องทำลายสถิติเป็นปีที่ 9 ติดต่อกันในปี 2025 และอัตราการเพิ่มขึ้นของความร้อนในมหาสมุทรในช่วง 20 ปีล่าสุดเร็วขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงปี 1960-2005 ความร้อนที่พุ่งสูงนี้กำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง ตั้งแต่การเกิดปะการังฟอกขาวไปจนถึงการลดลงของประชากรปลาที่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของมนุษย์กว่า 3,000 ล้านคน

นอกจากนี้ มหาสมุทรเป็นแหล่งดูดซับพลังงานความร้อนส่วนเกินถึง 91% ในขณะที่ผืนดินกักเก็บไว้ 5% แผ่นน้ำแข็งร้อยละ 3 และชั้นบรรยากาศที่มนุษย์อาศัยอยู่ได้รับความร้อนเพียง 1% เท่านั้น แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่พลังงาน 1% นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกพุ่งสูงจนน่าตกใจ

คารินา วอน ชุกมันน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมหาสมุทรศาสตร์และหนึ่งในผู้เขียนรายงาน ระบุว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการตรวจพบความร้อนที่สะสมลึกลงไปในมหาสมุทรเกินกว่า 2,000 เมตร ความร้อนในระดับลึกนี้จะคงอยู่ได้นานกว่าระดับพื้นผิว และนั่นหมายความว่าโลกต้องเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไปอีกอย่างน้อย 400-1,000 ปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การขาดสมดุลของพลังงานโลกยังส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำแข็งของโลก โดยในปี 2025 น้ำแข็งในทะเลอาร์กติกและแอนตาร์กติกมีระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันธารน้ำแข็งทั่วโลกก็สูญเสียมวลอย่างหนัก ซึ่งธารน้ำแข็งเหล่านี้เป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับประชากรกว่า 2,000 ล้านคน การละลายที่รวดเร็วนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แต่ยังทำให้โลกสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ได้น้อยกว่าเดิมอีกด้วย

 

ผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษยชาติ

สภาพภูมิอากาศที่เสียสมดุลส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น แค่ปี 2025 เพียงปีเดียว คลื่นความร้อน ไฟป่า น้ำท่วม และพายุหมุนเขตร้อนได้คร่าชีวิตผู้คนไปนับพันและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ตัวอย่างเช่น ไฟป่าในแคลิฟอร์เนียเมื่อต้นปี 2025 เพียงเหตุการณ์เดียวสร้างความเสียหายสูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์

วิกฤตินี้ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของมนุษย์ แรงงานกว่า 1,200 ล้านคน หรือมากกว่าหนึ่งในสามของแรงงานทั่วโลก ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความร้อนที่เป็นอันตรายในที่ทำงาน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียผลิตภาพและคุณภาพชีวิต รวมถึงอากาศที่ร้อนขึ้นยังทำให้โรคไข้เลือดออกแพร่ระบาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และเกิดให้พื้นที่ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยระบาดมาก่อน

นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภัยพิบัติทางธรรมชาติทำให้ผู้คนกว่า 250 ล้านคนต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเรือน ย้ายไปอยู่ที่อื่น ขณะเดียวกันการขาดแคลนทรัพยากรน้ำและพื้นที่เกษตรกรรมที่ลดลงกลายเป็นชนวนเหตุสร้างความขัดแย้งและความไม่สงบในระดับโลก

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวเตือนว่า “ตัวชี้วัดด้านสภาพภูมิอากาศทุกตัวกำลังกะพริบเป็นสีแดง และโลกกำลังถูกผลักให้เกินขีดจำกัดที่ธรรมชาติจะรับไหว” เขาเน้นย้ำว่าการที่ประวัติศาสตร์ความร้อนทำลายสถิติต่อเนื่องกันถึง 11 ปีนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเสียงเรียกร้องให้มนุษยชาติต้องลงมือทำอะไรบางอย่างทันที

ทางด้าน เซเลสเต เซาโล เลขาธิการ WMO ระบุว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทำให้เราเข้าใจความไม่สมดุลของพลังงานโลกได้ชัดเจนขึ้น และเรากำลังเห็นความจริงที่เจ็บปวดว่ากิจกรรมของมนุษย์กำลังทำลายสมดุลธรรมชาติ เธอย้ำว่าการสังเกตการณ์ในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการพยากรณ์อากาศ แต่คือการปกป้องโลกและผู้คนในอนาคต

ดร.จอห์น เคนเนดี้ ผู้เขียนหลักของรายงาน WMO เตือนว่าหากปรากฏการณ์เอลนีโญกลับมาอีกครั้งในช่วงปลายปี 2026 เราอาจจะได้เห็นการพุ่งสูงขึ้นของอุณหภูมิโลกจนทำลายสถิติใหม่อีกครั้ง ซึ่งนั่นหมายความว่าโอกาสที่โลกจะจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามความตกลงปารีสนั้นกำลังริบหรี่ลงทุกที

หนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดคือการยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเร่งด่วนและหันไปหาพลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาดไม่เพียงแต่จะช่วยกอบกู้สภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพในระดับชาติอีกด้วย

แม้รายงานของ WMO จะไม่มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายโดยตรง แต่ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อให้รัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ เตรียมพร้อมรับมือและปรับตัวต่อสภาพอากาศที่สุดขั้ว การบูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศเข้ากับระบบข้อมูลด้านสาธารณสุขเป็นตัวอย่างหนึ่งของการรับมือในเชิงรุกที่สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ในโลกที่ร้อนขึ้น

โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนผ่านภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน และหากเราไม่สามารถกู้คืนสมดุลของพลังงานกลับมาได้ ผลกระทบจากการกระทำในวันนี้จะกลายเป็นมรดกที่โหดร้ายสำหรับคนรุ่นหลัง มนุษย์จำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด ยิ่งช้าก็จะยิ่งสร้างความสูญเสียรุนแรงกว่าเดิม


ที่มา: BBCDWWMOThe GuardianThe New York Times