ประเทศไทยได้รับการยกย่องจาก United Nations Office on Drugs and Crime (UNODC) หรือ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ ถึงบทบาทนำในการปราบปรามการลักลอบขนส่งของเสียข้ามชาติ หลังประสบความสำเร็จในการตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์นำเข้าผิดกฎหมาย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นกรณีสำคัญที่สะท้อนถึงความเข้มแข็งของกลไกบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของไทยในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
หนังสืออย่างเป็นทางการลงวันที่ 13 มีนาคม 2569 จาก UNODC ระบุว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงของไทยลงพื้นที่ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยตนเอง ถือเป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาการลักลอบขนส่งของเสีย ซึ่งเป็นอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความซับซ้อนและสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
UNODC ระบุว่า ความสำเร็จในการตรวจยึดครั้งนี้เป็นผลจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่มีบทบาทเสริมกันอย่างเป็นระบบ โดย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ทำหน้าที่รวบรวมข่าวกรองและติดตามเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม กรมศุลกากร ในฐานะด่านหน้าได้ตรวจพบความผิดปกติของการขนส่งและดำเนินการยึดของกลาง ขณะที่ กรมควบคุมมลพิษ ให้การสนับสนุนด้านเทคนิคในการตรวจสอบสารอันตราย ประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และรายงานการละเมิดต่อสำนักเลขาธิการภายใต้ Basel Convention เพื่อดำเนินกระบวนการส่งกลับของเสียไปยังประเทศต้นทาง
อาชญากรรมด้านการลักลอบขนส่งของเสียถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามใหม่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ เนื่องจากเป็นธุรกิจผิดกฎหมายที่ให้ผลกำไรสูง แต่มีความเสี่ยงต่อผู้กระทำผิดค่อนข้างต่ำในหลายประเทศ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายไปยังประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอาจขาดศักยภาพในการจัดการอย่างปลอดภัย ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศ แต่ยังบ่อนทำลายอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจหมุนเวียนในระยะยาว
ภายใต้โครงการ WasteNet UNODC ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานไทยอย่างใกล้ชิด ทั้ง กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการตรวจจับ ป้องกัน และตอบสนองต่อการเคลื่อนย้ายของเสียผิดกฎหมายผ่านการพัฒนาคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน (Standard Operating Procedures) การอบรมเชิงเทคนิค การเพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสนับสนุนการประสานงานข้ามพรมแดน
โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว หรือ Bio-Circular-Green Economy ซึ่งเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการจัดการทรัพยากรและของเสียอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสนับสนุนพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตราย
ด้าน "สุชาติ ชมกลิ่น" รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความสำเร็จของการตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะการสืบสวนเชิงลึกของ DSI การตรวจสอบเชิงรุกของกรมศุลกากร และการสนับสนุนทางวิชาการจากกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งช่วยให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
“การที่ผมลงพื้นที่ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยตัวเอง เพราะเชื่อมั่นว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติต้องอาศัยความจริงจังและการนำจากผู้บริหาร รัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งรองรับขยะพิษของโลกอย่างเด็ดขาด”
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยเตรียมเดินหน้ายกระดับมาตรการใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเสริมความเข้มแข็งภายในประเทศผ่านการพัฒนาระบบข่าวกรองและเทคโนโลยีเฝ้าระวังท่าเรือ การขยายความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศต้นทาง และการผลักดันกฎหมายและนโยบายให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการป้องกันการลักลอบนำเข้าของเสียผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ
UNODC ย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนประเทศไทยในการขยายผลความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มทวีความซับซ้อนมากขึ้น พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนมาตรฐานการจัดการของเสียอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางเชิงนโยบายที่ชัดเจนของประเทศไทยในการปกป้องสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่โปร่งใสและยั่งยืน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาว





