ท่ามกลางการขยายตัวของเมืองและปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การบริหารจัดการมูลฝอยอย่างยั่งยืนจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการลดการพึ่งพาการฝังกลบและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ในบริบทนี้ กรุงเทพมหานครกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญด้วยการนำเทคโนโลยีแปรรูปขยะเป็นพลังงานมาใช้ ซึ่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนแนวคิด “Waste-to-Energy”
โครงการกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการเผาไหม้เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า ณ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดรับขยะเข้าสู่ระบบเพื่อทดสอบการเดินเครื่องเป็นครั้งแรกในวันที่ 20 มี.ค. 2569 ด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท ใช้เทคโนโลยี “บ่อรับขยะมูลฝอยระบบปิด” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ศักยภาพรองรับขยะ กทม.
“เหอ หนิง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ครอบคลุมรัศมีโดยรอบ 5 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อมโยงพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ กทม. และสมุทรปราการ รวม 5 เขต 1 อำเภอ 8 แขวง 2 ตำบล และ 93 ชุมชน รวมถึง 8 หมู่บ้าน เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2567 มีความคืบหน้า 86.89% และอยู่ระหว่างการเตรียมเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าและทดสอบระบบเตาเผา กำหนดเสร็จ 100% เดือน พ.ย. 2569 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 1,000 วัน
บ่อแห่งนี้มีความกว้างถึง 73.5 เมตร ลึก 30 เมตร และยาว 40 เมตร บรรจุขยะได้สูงสุดถึง 24,000 ตัน หรือเท่ากับถุงขยะขนาด 50 กิโลกรัมจำนวนเกือบ 5 ล้านกระสอบ มีขีดความสามารถกำจัดขยะ 1,000-1,600 ตันต่อวัน ด้วยปริมาตรที่มหาศาลนี้ ทำให้สามารถรับขยะที่เกิดขึ้นใน กทม. ซึ่งมีปริมาณเฉลี่ย 10,000 ตันต่อวันได้ ศักยภาพดังกล่าวนับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในกรณีเกิดเหตุขัดข้องในกระบวนการขนส่งหรือการกำจัดขยะตามปกติ เพื่อไม่ให้เกิดขยะตกค้างในชุมชน
นวัตกรรมควบคุมมลพิษ
หนึ่งในความกังวลสำคัญของชุมชนรอบสถานประกอบการกำจัดขยะคือ “กลิ่นรบกวน” โดย “เหอ หนิง” ระบุว่า โครงการได้ออกแบบบ่อรับขยะเป็นระบบปิดด้วยหลักการแรงดันลบ ควบคุมให้อากาศไหลจากภายนอกเข้าสู่ภายในเพียงทิศทางเดียวผ่านประตูรับขยะ จึงป้องกันไม่ให้อากาศที่มีกลิ่นเล็ดลอดออกสู่ภายนอกได้ แม้ในขณะเปิดประตูเทขยะ
อากาศที่มีกลิ่นและก๊าซมีเทนภายในบ่อจะถูกดูดเข้าสู่เตาเผาอุณหภูมิสูง เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการเผาไหม้ ซึ่งนอกจากช่วยกำจัดกลิ่นแล้ว ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ โครงการยังติดตั้ง “E-nose” หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ใช้เซนเซอร์ตรวจจับสารระเหยในอากาศและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัล (Odor Fingerprint) ก่อนประมวลผลด้วย AI เพื่อวิเคราะห์ จำแนก และวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามและควบคุมกลิ่นได้แบบเรียลไทม์
มาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล
“เหอ หนิง” กล่าวด้วยว่า การควบคุมการปล่อยสารไดออกซิน เป็นเรื่องที่ได้รับการให้ความสำคัญสูงสุด โครงการจึงใช้เทคโนโลยีการเผาที่อุณหภูมิสูงระหว่าง 850-1,100 องศาเซลเซียส เพื่อสลายโมเลกุลของสารอันตราย พร้อมระบบบำบัดมลพิษทางอากาศ ที่ครบวงจร ตั้งแต่การฉีดพ่นปูนขาว และถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) เพื่อดักจับไอกรดและโลหะหนัก
ที่น่าสนใจคือการใช้ถุงกรองฝุ่น ที่ผลิตจากเส้นใยไฟเบอร์พิเศษ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 0.1 ไมครอน ซึ่งละเอียดกว่ามาตรฐาน PM 2.5 ถึงหลายเท่าตัว ข้อมูลคุณภาพอากาศจากปลายปล่องจะถูกรายงานผ่านจอ LED ขนาดใหญ่หน้าโรงงานแบบเรียลไทม์เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสตลอด 24 ชั่วโมง
พร้อมกันนี้ ยังมีการลดความชื้นของขยะด้วยวิธีธรรมชาติ โดยพักขยะไว้ 3–5 วัน เพื่อให้เกิดการย่อยสลายเบื้องต้น อุณหภูมิภายในกองขยะจะสูงถึง 50–60 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ความชื้นลดลงจากประมาณ 55% เหลือ 30–35% เสมือนการปั่นหมาด ก่อนเข้าสู่กระบวนการเผาไหม้ ช่วยเพิ่มค่าความร้อนและทำให้การเผาไหม้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
การมีส่วนร่วม-ความโปร่งใส
โครงการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการประชุมกลุ่มย่อยปี 2563 (93 ชุมชน 395 คน) และกิจกรรม Open House (กว่า 760 คน) เพื่อสร้างความเข้าใจในกระบวนการทำงาน นอกจากนี้ยังจัดเวทีประชาพิจารณ์ปี 2564 ที่ศูนย์ไบเทค มีผู้เข้าร่วม 1,125 คน สะท้อนความโปร่งใสและการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ครอบคลุม 22 ชุมชนใกล้เคียง มีผู้เข้าร่วมถึง 1,517 คน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งคณะกรรมการเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และหน่วยงานราชการ เพื่อติดตามตรวจสอบการทำงานของโรงงานอย่างใกล้ชิด
ขณะที่ด้านการขออนุญาต โครงการดำเนินการครบถ้วนตามขั้นตอนรัฐ ทั้งรายงาน CoP การอนุมัติ FiT (Feed-in Tariff) การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และลงนามสัญญา PPA เมื่อ 27 เม.ย. 2566 พร้อมได้รับใบอนุญาตสำคัญครบในปีเดียวกัน
นัยสำคัญทางเศรษฐกิจ
ในแง่ของความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ นอกจากโครงการจะมีรายได้จากการกำจัดขยะราคา 789 บาท/ตัน ยังมีประโยชน์ด้สนพลังงาน เพราะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 35 เมกะวัตต์ โดยจะใช้หมุนเวียนภายในโรงงานประมาณ 5 เมกะวัตต์ และจำหน่ายเข้าสู่ระบบให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) จำนวน 30 เมกะวัตต์ ในราคาตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ 3.66 บาทต่อหน่วย ในรูปแบบ FiT เป็นเวลา 20 ปี สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนประเภทรายเล็ก (SPP)
โครงการนี้ดำเนินงานภายใต้รูปแบบสัญญาที่เมื่อครบกำหนด 20 ปี ทรัพย์สินและโรงงานทั้งหมดจะถูกโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นโมเดลความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ที่ช่วยลดภาระงบประมาณการลงทุนเบื้องต้นของรัฐ ขณะที่เมืองได้รับบริการกำจัดขยะที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการฝังกลบแบบเดิม
“เหอ หนิง” ย้ำว่า เป้าหมายของผู้บริหารกรุงเทพมหานครคือการเปลี่ยนโรงกำจัดขยะให้เป็น “แลนด์มาร์กสีเขียว” ที่มีทั้งพื้นที่สวนสาธารณะ ลานกิจกรรม และศูนย์เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง
การทดสอบระบบในวันที่ 20 มีนาคม 2569 นี้ เป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่ยุคการจัดการขยะแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) "ที่เปลี่ยนขยะให้กลายเป็นพลังงาน” ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสากล





