วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2569

Login
Login

ห่วงโซ่อาหารทะเลเข้มงวด ไทยดัน ‘ปลาป่นยั่งยืน’ สู่ Green Feed รับแรงกดดันรีเทล

ห่วงโซ่อาหารทะเลเข้มงวด ไทยดัน ‘ปลาป่นยั่งยืน’ สู่ Green Feed รับแรงกดดันรีเทล

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “ความยั่งยืน” ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าอาหารทะเลในตลาดโลก ไม่เพียงแต่สินค้าปลายทางเท่านั้นที่ถูกตรวจสอบ แต่ห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำก็ถูกจับตามองมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะ “ปลาป่น” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำและอาหารกุ้ง การยกระดับมาตรฐานด้านแหล่งที่มาและกระบวนการผลิตจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัว ภายใต้ความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการพัฒนาระบบประมงและ

นับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา โครงการพัฒนาความยั่งยืนของผลิตผลประมงไทย ได้ถูกจัดทำขึ้น โดยภาคเอกชนในอุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลของไทยจำนวน 8 องค์กร ได้แก่ สมาคมกุ้งไทย สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ได้ร่วมกันขับเคลื่อน และได้จัดตั้งคณะทำงาน Thai Sustainable Fisheries Roundtable (TSFR) เพื่อดำเนินงานผ่านกระบวนการ Fishery Improvement Project (FIP) ตามแนวทางมาตรฐานสากล MarinTrust

การดำเนินโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนต่ออุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลทั่วโลก เมื่อ “ความยั่งยืน” ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าในตลาดสากล ผู้ซื้อรายใหญ่และผู้บริโภคต่างให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบริบทนี้ กระบวนการ Fishery Improvement Project (FIP) จึงถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับวัตถุดิบปลาป่นของไทยที่มาจากการประมง ให้สามารถตรวจสอบที่มาและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่าง MarinTrust ซึ่งถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำไทยในการปรับตัวสู่แนวทางวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีความยั่งยืน หรือ Green Feed

มาตรฐานสีเขียว เขย่าห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล

“คมปราชญ์ บุตรศรี” ผู้ประสานงานโครงการ FIP (FIP Coordinator) และหนึ่งในคณะทำงาน TSFR กล่าวบนเวที Victam Asia 2026 ในหัวข้อ “วัตถุดิบสู่อนาคตสีเขียวของอาหารสัตว์ไทย” ว่า การปรับตัวของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำไทยเป็นผลจากแรงกดดันโดยตรงจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะรีเทลเลอร์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ที่ยกระดับการตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าอย่างเข้มงวด ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงวัตถุดิบต้นทางจากการประมง เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่เข้าสู่ชั้นวางไม่มีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมหรือสังคมแฝงอยู่

“แรงกดดันดังกล่าวมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นอย่างชัดเจน ผลสำรวจผู้บริโภคอาหารทะเลกว่า 27,000 ตัวอย่าง จาก 23 ประเทศทั่วโลก สะท้อนว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมทางทะเลกลายเป็นความกังวลหลักของผู้บริโภคในปัจจุบัน”

ข้อมูลการสำรวจระบุว่า ผู้บริโภคถึง 91% กังวลต่อสภาพสิ่งแวดล้อมของมหาสมุทร โดยเฉพาะปัญหามลพิษและการทำประมงเกินขนาด ขณะที่ 43% เชื่อว่าอาหารทะเลที่นิยมบริโภคอาจลดลงหรือหายไปภายใน 20 ปี หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม นอกจากนี้ 64% ของผู้บริโภคยังมองว่าการเลือกบริโภคอาหารทะเลของตนมีผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทะเล และ 67% ต้องการเห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมจากภาคอุตสาหกรรมในการปกป้องทรัพยากรทางทะเล

MarinTrust ยกระดับอุตสาหกรรมปลาป่น

“ปลาป่น” ถือเป็นวัตถุดิบหลักของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์น้ำทั่วโลก โดยเฉพาะอาหารกุ้งและปลา อย่างไรก็ตาม ในอดีตวัตถุดิบประเภทนี้ยังขาดระบบการรับรองที่ครอบคลุมในระดับเดียวกับมาตรฐานด้านการทำประมงหรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น MSC หรือ ASC ทำให้ประเด็นเรื่องแหล่งที่มาและความยั่งยืนของวัตถุดิบกลายเป็นจุดที่ถูกจับตามองมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเล

ในบริบทนี้ มาตรฐาน MarinTrust จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อกำหนดเกณฑ์ตรวจสอบที่เข้มงวดสำหรับอุตสาหกรรมปลาป่น โดยมีเป้าหมายเพื่อยืนยันว่าการผลิตเป็นไปตามมาตรฐานสากล และวัตถุดิบที่ใช้มาจากแหล่งประมงที่มีความรับผิดชอบ
การรับรองของ MarinTrust ครอบคลุมการตรวจสอบใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

  • ระบบการทวนสอบย้อนกลับ (Traceability) สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ระบบภายในโรงงานไปจนถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบจากการประมง ว่ามาจากเรือลำใด พื้นที่ใด และอยู่ภายใต้ระบบการจัดการประมงแบบใด
  • มาตรฐานโรงงาน (Factory Standard) โรงงานผู้ผลิตต้องผ่านการประเมินกระบวนการผลิตตามเกณฑ์มาตรฐานสากลของ MarinTrust เพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตมีระบบควบคุมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
  • ความยั่งยืนของวัตถุดิบ (Raw Material Sustainability) โรงงานต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตมาจากแหล่งประมงที่มีการบริหารจัดการอย่างรับผิดชอบ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงการ Fishery Improvement Project (FIP) ที่คณะทำงาน TSFR กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อยกระดับการจัดการประมงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

ความคืบหน้าและการวิจัยหนุนความยั่งยืน

คณะทำงาน TSFR เดินหน้าขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการ (FAP) อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลการประมง การดำเนินงานวิจัยเชิงวิชาการ และการจัดเวทีหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม การดำเนินงานส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) รวมถึงภาคธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน
เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงานคือการสร้างฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรประมงในระยะยาว ตัวอย่างงานวิจัยสำคัญ ได้แก่ การศึกษาประมงแบบหลายสายพันธุ์ และการวิเคราะห์ผลกระทบของการทำประมงลักษณะดังกล่าวต่อชนิดพันธุ์สัตว์น้ำและระบบนิเวศในอ่าวไทย ซึ่งถือเป็นโครงการ FIP แบบหลายสายพันธุ์ (Multi-species Fishery) โครงการแรกของโลกที่พยายามพัฒนากรอบการจัดการสำหรับระบบประมงที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์สูง

ความสำเร็จและผลเชิงเศรษฐกิจ

ปัจจุบันโครงการ FIP ของไทย ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากมาตรฐาน MarinTrust และมีการเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์สากลแล้ว ความคืบหน้าที่สำคัญอีกประการคือการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน โดยขณะนี้มีโรงงานปลาป่นมากกว่า 45 แห่ง แสดงเจตนารมณ์เข้าร่วมสนับสนุนโครงการ และมีโรงงาน 3 แห่ง ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน MarinTrust อย่างสมบูรณ์แล้ว

ในเชิงเศรษฐกิจ การได้รับการรับรองดังกล่าวทำให้โรงงานปลาป่นสามารถผลิตวัตถุดิบที่ตอบโจทย์มาตรฐานความยั่งยืนของตลาดโลก ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ลดความเสี่ยงต่อมาตรการกีดกันทางการค้า และเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลไทยยังคงเข้าถึงตลาดสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน คณะทำงาน TSFR ยังได้นำเสนอความคืบหน้าของโครงการในเวทีระดับนานาชาติ ผ่านการประชุมวิชาการและงานแสดงสินค้าอาหารระดับโลก

การขับเคลื่อนโครงการ FIP สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับมาตรฐานการประมงและวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานอาหารทะเลเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ตั้งแต่ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ สถาบันวิจัย ไปจนถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ความคืบหน้าในการปรับปรุงระบบการจัดการประมงและการได้รับการรับรองตามมาตรฐาน MarinTrust จึงไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทยในตลาดโลกระยะยาว