กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกำลังเปิดโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมพรรณไม้ของไทย โดยเฉพาะตลาด ไม้แปลก–ไม้หายาก (Exotic Plants) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเวทีโลก ที่สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมพรรณไม้ในฐานะอีกหนึ่งกลไกสำคัญของ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ของประเทศ
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายของ Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring มหกรรมไม้แปลก–ไม้หายากนานาชาติที่จัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเกษตรกร ผู้ประกอบการ และนักสะสมพรรณไม้จากทั่วโลก พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าไม้แปลก–ไม้หายากระดับโลก
ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
“รพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจว่า บทบาทสำคัญของกรมฯ คือการสร้างความเชื่อมโยงตั้งแต่ "ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ" โดยเริ่มจากการสร้างกลุ่มผู้ผลิตที่เข้มแข็ง ทั้งในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรรายย่อย และกลุ่มแปลงใหญ่ นอกจากนั้นยังมุ่งส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยและการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ
ที่สำคัญ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเกษตรกรในกลุ่ม Smart Farmer และ Young Smart Farmer ก้าวเข้าสู่ระบบการผลิตที่มีมาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการรายใหญ่และตลาดส่งออก โดยในงานมหกรรมไม้แปลก–ไม้หายากดังกล่าว กรมฯ ได้ส่งทีมงานจากสำนักส่งเสริมจัดการสินค้าเกษตรและทีมไม้ดอกไม้ประดับเข้าหารือกับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคต
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรยังกล่าวถึงความสำเร็จในการแก้ปัญหาพืชที่อยู่ในบัญชี ไซเตส (CITES) โดยกรมฯ สามารถวิจัยและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชหายาก เช่น กล้วยไม้รองเท้านารี 8 สายพันธุ์ เพื่อพัฒนาให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถส่งออกได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมต่อยอดความสำเร็จเช่นเดียวกับ กล้วยไม้ป่าตระกูลช้าง ที่ได้รับความนิยมในตลาดมาก่อนหน้านี้
เบอร์ 1 ในอุตสาหกรรม
“รพีทัศน์” บอกว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับโลกและมีศักยภาพเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรม ไม้แปลก–ไม้หายาก โดยมีรากฐานสำคัญจากเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญในการเพาะปลูก อีกทั้งจุดแข็งสำคัญของไทยอยู่ที่ สภาพภูมิอากาศเขตร้อน ซึ่งเอื้อต่อการปลูกพืชกลุ่มนี้ได้ตามธรรมชาติ แตกต่างจากหลายประเทศในยุโรปที่ต้องพึ่งพาการปลูกในเรือนกระจกและมีต้นทุนการดูแลสูงกว่าอย่างมาก ทำให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านการผลิตในเชิงต้นทุนและคุณภาพ
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับของไทย รวมถึงกลุ่มไม้แปลก–ไม้หายาก มีบทบาทสำคัญต่อการส่งออก โดยมีตลาดหลักอยู่ใน สหรัฐอเมริกาและยุโรป ขณะเดียวกัน จีน กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีศักยภาพสูงในอนาคต
ไม้ฟอกอากาศ
“รพีทัศน์” ให้ความเห็นเกี่ยวกับกระแส "ไม้ฟอกอากาศ" ว่า เป็นกลุ่มพรรณไม้ที่มีความต้องการในตลาดอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากไม้ประดับบางชนิดที่กระแสขึ้นลงตามเวลา โดยเฉพาะกลุ่มฟิโลเดนดรอน ที่ยังคงได้รับความนิยมสูง และมีแนวโน้มราคาปรับเพิ่มตามความต้องการของตลาด
ความนิยมดังกล่าวสอดคล้องกับการขยายตัวของสังคมเมือง ที่ผู้คนอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมหรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด ทำให้ไม้ฟอกอากาศกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการปลูกเลี้ยงภายในอาคารและใช้พื้นที่ไม่มาก
ขณะเดียวกัน กระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหา PM2.5 ภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังทำให้ผู้คนหันมาเลือกพืชที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีภายในบ้าน อีกทั้งการมีต้นไม้ยังช่วยเพิ่มความผ่อนคลายและตอบโจทย์ ความสุขทางใจของคนเมือง ได้อีกด้วย
C2C และ B2C เข้าถึงเกษตรกร
“สรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์” Show Director ของงาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring และผู้เชี่ยวชาญในวงการไม้แปลก–ไม้หายาก ระบุว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเปิดเวทีให้ ผู้ซื้อทั้งกลุ่ม C2C และ B2C เข้าถึงเกษตรกรไทยโดยตรง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในตลาดใหญ่ เช่น อัมสเตอร์ดัมหรือสหรัฐฯ พร้อมสร้างโอกาสในการจับคู่ธุรกิจ เพื่อเพิ่มรายได้ให้ผู้ปลูกอย่างเต็มศักยภาพ โดยมีผู้จำหน่ายเข้าร่วมกว่า 100 บูธ จากไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน และเอกวาดอร์
“ปัจจัยที่ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย ค่าครองชีพที่ถูก และอาหารที่อร่อย ซึ่งจูงใจให้ต่างชาติเดินทางเข้ามา”
สงครามไม่สะเทือนดีมานด์
“แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในบางภูมิภาคจะทำให้ผู้ซื้อจากตะวันออกกลางบางส่วนไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ แต่ความสนใจจากตลาดหลักใน อเมริกา ยุโรป และเอเชีย ยังคงคึกคัก ขณะเดียวกันยังเริ่มเห็นการขยายตัวไปยังตลาดเกิดใหม่ เช่น รัสเซีย คาซัคสถาน เนปาล และกานาในแอฟริกา สะท้อนว่าอุตสาหกรรมไม้แปลก–ไม้หายากยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง”
“สรรพสิริ” กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันตลาดไม้แปลก–ไม้หายากมีการเติบโตเฉลี่ย ราว 20% ต่อปี สะท้อนจากจำนวนผู้เช่าพื้นที่ต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เช่น อินโดนีเซียที่ขยายจาก 1 เป็น 10 บูธ และจีนที่เพิ่มเป็น 5 บูธ ขณะที่ความต้องการของตลาดโลกยังมุ่งไปที่พรรณไม้ที่มีลักษณะโดดเด่นหรือหายาก โดยเฉพาะ กลุ่มพืชผักสวนครัวด่าง เช่น มะสังด่าง ตะไคร้ด่าง โหระพาด่าง และกะเพราด่าง ซึ่งบางชนิดมีราคาสูงในตลาดยุโรปถึงประมาณ ประมาณ 3,600–3,700 บาทต่อต้น





