นักอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกกำลังจับตา “เอลนีโญ” ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้อย่างใกล้ชิด และอาจจะรุนแรงถึงขั้นก่อตัวเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” หลังข้อมูลจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศเริ่มแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบกระแสน้ำและกระแสลมในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อสภาพอากาศโลกอย่างมหาศาล และนำไปสู่ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงในหลายพื้นที่
ซูเปอร์เอลนีโญมาแน่
ในทางวิชาการ ปรากฏการณ์เอลนีโญจะถูกยกระดับเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” เมื่ออุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่สำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปรกติอย่างน้อย 2.0 องศาเซลเซียส ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยเฉลี่ยจะพบหนึ่งครั้งในรอบ 10-15 ปี และเมื่อมันเกิดขึ้น ผลกระทบที่ตามมามักจะมีความรุนแรง อยู่ยาวนาน และแผ่ขยายวงกว้างไปทั่วทั้งโลกมากกว่าเอลนีโญในระดับปรกติ
ปรกติแล้ว “ลมค้า” พัดแรงจะพัดพาน้ำอุ่นจากฝั่งตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกของแปซิฟิก แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมเหล่านี้จะอ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศทาง ทำให้น้ำอุ่นไหลย้อนกลับมาทางตะวันออกสู่ชายฝั่งอเมริกาใต้แทน แต่ในปีนี้ “กระแสลมตะวันตกพัดสอบ” (Westerly Wind Bursts) ที่มีกำลังแรงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนแรงผลักดันมวลน้ำอุ่นให้เคลื่อนที่มายังแปซิฟิกตะวันออกได้รวดเร็วและมากขึ้น จึงอาจทำให้เอลนีโญรุนแรง จนกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญ
ทอม ดิ ลิเบอร์โต อดีตนักอุตุนิยมวิทยาขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐ (NOAA) กล่าวว่า สภาวะที่ความร้อนมหาศาลซึ่งเคยถูกกักเก็บไว้ภายใต้มหาสมุทรในช่วงลานีญา ได้ถูกปลดปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดเอลนีโญ เหมือนกับการเปิดฝาหม้อน้ำเดือด ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ ซูเปอร์เอลนีโญในปีนี้มีแนวโน้มรุนแรงกว่าในอดีตยังเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเอริค เว็บบ์ นักอุตุนิยมวิทยาจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐอธิบายว่า เนื่องจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มสูงขึ้น ระบบภูมิอากาศของโลกจึงไม่สามารถระบายความร้อนที่ถูกปล่อยออกมาจากเอลนีโญแต่ละครั้งได้ทัน
สิ่งนี้ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเป็นขั้นบันได โดยเอลนีโญครั้งใหม่จะเข้ามาดันฐานอุณหภูมิเฉลี่ยให้สูงขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ทำให้ซูเปอร์เอลนีโญในปี 2026-27 อาจคายความร้อนออกมามากกว่าเหตุการณ์ในปี 1997-98 หรือ 2015-16
เซค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ คาดการณ์ว่าแรงส่งจากปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญครั้งนี้จะทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะทำให้ปี 2027 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แทนที่ปี 2024
สอดคล้องกับความเห็นของดาเนียล สเวน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ ที่ระบุว่าสัญญาณในปัจจุบันชี้ไปที่การเกิดเอลนีโญในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อนทั่วโลกบ่อยขึ้น
ผลกระทบเกิดขึ้นทั่วโลก
ซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้สภาพภูมิอากาศปั่นป่วนไปทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย ที่จะต้องเจอกับภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและยาวนาน ปริมาณฝนน้อยลงกว่าปรกติจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารและผลิตผลทางการเกษตร โดยอินโดนีเซีย เวียดนาม และปาปัวนิวกินี ที่เคยได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเอลนีโญครั้งก่อน ๆ อีกทั้งสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าครั้งใหญ่ที่ควบคุมได้ยากมากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ในแถบอเมริกาใต้ เช่น เปรูและเอกวาดอร์ จะเจอพายุฝนที่ตกหนักผิดปรกติและน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งเกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่อุ่นขึ้นมากทำให้เกิดการระเหยของน้ำมหาศาลและก่อตัวเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ใกล้ชายฝั่ง รวมถึงรัฐทางตอนใต้ของสหรัฐและบริเวณชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและเสี่ยงต่อน้ำท่วมในช่วงฤดูหนาว
อย่างไรก็ตาม ซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า “ลมเฉือน” (Wind Shear) ในชั้นบรรยากาศเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งจะเข้าไปขัดขวางการก่อตัวและการพัฒนาของพายุเฮอริเคน ทำให้พายุเกิดน้อยลง แต่ตรงข้ามกับในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยความร้อนของน้ำทะเลจะกระตุ้นให้เกิดพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้นในฮาวาย ฟิลิปปินส์ จีน และญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน ซูเปอร์เอลนีโญเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิด “ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว” ในวงกว้างเนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงเกินขีดจำกัดที่ปะการังจะทนได้ นอกจากนี้ปลาและสัตว์ทะเลล้มตายเป็นจำนวนมาก เพราะน้ำเย็นที่อุดมด้วยสารอาหารบริเวณชายฝั่งอเมริกาใต้หายไป ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในทะเล ลุกลามไปยังอุตสาหกรรมการประมงและเศรษฐกิจในภูมิภาค
แม้สัญญาณหลายอย่างจะระบุว่าซูเปอร์เอลนีโญมาแน่ ๆ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่าการพยากรณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่จาก “อุปสรรคการพยากรณ์ช่วงฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Prediction Barrier) โดยมิเชล เลอโรซ์ หัวหน้าผู้พยากรณ์จาก NOAA ระบุว่าความแม่นยำของแบบจำลองในช่วงต้นปีมักจะต่ำกว่าช่วงเดือนมิถุนายน เธอได้ยกตัวอย่างในปี 2014 ที่โมเดลคาดการณ์ว่าจะเกิดเอลนีโญครั้งใหญ่แต่สุดท้ายกลับไม่เกิดขึ้นเนื่องจากกระแสลมตะวันตกพัดสอบหยุดชะงักลงกะทันหัน
สำหรับการรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญ ต้องอาศัยการเตรียมพร้อมและการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องใช้ข้อมูลจากการพยากรณ์ล่วงหน้าในการประเมินความเสี่ยงและวางแผนบรรเทาสาธารณภัย การจัดการทรัพยากรน้ำถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดสำหรับพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยแล้ง ในขณะที่พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมต้องเตรียมระบบระบายน้ำและแผนอพยพให้พร้อมรับมือกับปริมาณฝนที่อาจตกหนักเกินคาดหมาย
ภาคการเกษตรเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและรุนแรงที่สุด เกษตรกรควรได้รับการสนับสนุนข้อมูลในการปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกหรือเลือกพันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้ว นอกจากนี้ ในเขตเมืองใหญ่ต้องมีการเตรียมแผนรับมือกับคลื่นความร้อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้สูงอายุและเด็ก ซึ่งมีแนวโน้มว่าความร้อนในปีนี้จะรุนแรงและยาวนานกว่าปรกติ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ปรากฏการณ์เอลนีโญมีความซับซ้อนและทำนายได้ยากขึ้น อีกทั้งความแตกต่างของผลกระทบในแต่ละภูมิภาค เช่น ภัยแล้งในอินเดียแต่อาจมีฝนหนักในแคลิฟอร์เนีย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของระบบภูมิอากาศโลก ดังนั้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในการแบ่งปันข้อมูลและทรัพยากรจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเผชิญหน้ากับความท้าทายนี้
ในท้ายที่สุด แม้เราจะไม่สามารถหยุดยั้งการเกิดซูเปอร์เอลนีโญได้ แต่การทำความเข้าใจถึงที่มาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจะช่วยให้เราสามารถปรับตัวและลดความสูญเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและการติดตามข้อมูลจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิดจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำทางเราผ่านมหันตภัยความร้อนที่กำลังจะมาถึงนี้ไปให้ได้ การตระหนักรู้ถึงปัญหาและการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับมวลมนุษยชาติในการเผชิญกับความแปรปรวนของธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นในทุกขณะ
ที่มา: CNN, Independent, The Hill, The Washington Post





