รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าเสี่ยงทั่วประเทศ ล่าสุด “สุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ควบคุมไฟป่า และหมอกควันในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า เพื่อกำหนดมาตรการรับมือสถานการณ์อย่างเป็นระบบ พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานทำงานแบบ เชิงรุกและไร้รอยต่อ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน
เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงกว่า 45 ล้านไร่ ใน 18 จังหวัด
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นายสุชาติเป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมชั้น 17 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบ VDO Conference โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมเข้าร่วม เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 รวมถึงกำหนดแนวทางบูรณาการการแก้ไขปัญหาในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ
สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 45 ล้านไร่ ใน 18 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในช่วงฤดูแล้ง ประกอบด้วยหลายกลุ่มป่าสำคัญ เช่น
- กลุ่มป่ารอบเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่ อุทยานแห่งชาติไทรโยค อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ และอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์
- กลุ่มป่ารอบเขื่อนภูมิพล ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติแม่ปิง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น
- กลุ่มป่าภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง เช่น ป่าแม่ยม ป่าเหนือเขื่อนสิริกิติ์ และอุทยานแห่งชาติศรีลานนา
- กลุ่มป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าขนาดใหญ่และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง
ติดตามสถานการณ์ไฟป่าและ PM2.5 อย่างใกล้ชิด
การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในปัจจุบัน รวมถึงแนวโน้มสถานการณ์ในระยะต่อไป พร้อมรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน และความคืบหน้าการบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่เสี่ยง
นอกจากนี้ ยังมีการรายงานภาพรวมสถานการณ์ไฟป่าใน 14 กลุ่มป่าทั่วประเทศ เพื่อประเมินระดับความรุนแรงของสถานการณ์และวางแผนการปฏิบัติการควบคุมไฟป่าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ที่ประชุมยังเปิดโอกาสให้หัวหน้ากลุ่มป่าในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงรายงานสถานการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้วยตนเอง ได้แก่
- กลุ่มป่ารอบเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี
- กลุ่มป่าแม่ยม จังหวัดแพร่ พะเยา และลำปาง
- กลุ่มป่าถ้ำผาไท จังหวัดลำปาง
- กลุ่มป่ารอบเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง
- กลุ่มป่าตอนใต้ของจังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุมเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังรับฟังข้อเสนอแนะจากหน่วยงานในพื้นที่ ภาคประชาสังคม และเครือข่าย สภาลมหายใจ เพื่อร่วมกันยกระดับมาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ชี้จุดความร้อนลดลง 65% แต่ยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
นายสุชาติกล่าวว่า กล่าวว่า ปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน ทรัพยากรป่าไม้ และเศรษฐกิจในพื้นที่
ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นลำดับแรก โดยในปีนี้ได้ปรับแนวทางการทำงานให้เน้น การป้องกันเชิงรุก มากยิ่งขึ้น
จากข้อมูลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์มีสัญญาณที่ดี โดยจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงถึงร้อยละ 65 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปีนี้สภาพอากาศมีความแห้งแล้งมากกว่าปีที่ผ่านมา จึงจำเป็นต้อง ยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมไฟป่าให้เข้มข้นและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น
เน้นทำงานเร็ว ตรงเป้า และปลอดภัย
นายสุชาติ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานภายใต้หลักการ “รวดเร็ว ตรงเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” พร้อมคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นอันดับแรก
พร้อมกันนี้ ยังได้มอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ 14 กลุ่มป่า โดยเน้นย้ำ 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1. ขับเคลื่อนโมเดล “14 กลุ่มป่า” ทำงานแบบไร้รอยต่อ
ให้บริหารจัดการไฟป่าโดยไม่ยึดติดเส้นเขตความรับผิดชอบ เชื่อมโยงการทำงานระหว่างป่าอนุรักษ์ ป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่เกษตรให้เป็นพื้นที่เดียวกันในการจัดการ พร้อมปรับปรุงแผนเผชิญเหตุและแผนปฏิบัติการของแต่ละกลุ่มป่าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการ
2. ผนึกกำลังชุมชน ตั้งจุดเฝ้าระวังทั่วประเทศ
ให้ตั้งจุดเฝ้าระวังรวม 3,895 จุดทั่วประเทศ พร้อมระดมกำลังชุดปฏิบัติการลาดตระเวน จุดตรวจ และจุดสกัด ตามยุทธการ “ตรึงพื้นที่” ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะการรณรงค์แบบ เคาะประตูบ้าน เพื่อลดการเผาซ้ำซาก
3. ปฏิบัติการทางอากาศ เข้าถึงเร็ว ดับให้ไว
หากเกิดไฟป่า ต้องเข้าถึงพื้นที่ให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้ไฟขยายวง โดยให้สนับสนุนอากาศยานและเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่วิกฤตตามความจำเป็น พร้อมจัดหา โดรนเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อช่วยตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์ ยึดหลัก “เข้าถึงเร็ว ดับให้ไว คุมไม่ให้ลุกลาม”
4. War Room 24 ชั่วโมง ควบคู่บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด
ให้เดินหน้าศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมโยงศูนย์สั่งการทุกระดับกับจังหวัด รวมถึงบูรณาการการทำงานกับฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อม บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด กับผู้ที่จงใจเผาป่าโดยไม่มีข้อยกเว้น
มุ่งลดไฟป่าและปกป้องสุขภาพประชาชน
นายสุชาติย้ำว่า การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และเครือข่ายชุมชน เพื่อให้การป้องกันและควบคุมไฟป่ามีประสิทธิภาพสูงสุด
พร้อมย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงานในปีนี้คือ การลดการเกิดไฟป่า ลดปริมาณหมอกควัน และปกป้องสุขภาพของประชาชนทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการรักษาทรัพยากรป่าไม้และระบบนิเวศของประเทศไทยให้คงอยู่ในระยะยาว





