วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

ฟอสฟอรัสขาว อาวุธเพลิงในสงคราม แผลไหม้ทะลุถึงกระดูก อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

ฟอสฟอรัสขาว อาวุธเพลิงในสงคราม แผลไหม้ทะลุถึงกระดูก อันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาเป็นที่จับตามองของประชาคมโลกอีกครั้ง หลังจาก ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch: HRW) ออกรายงานฉบับอัปเดตเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้ตัดสินใจใช้ กระสุนปืนใหญ่ฟอสฟอรัสขาว (White Phosphorus) ซึ่งเป็นอาวุธเพลิงที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ยิงโจมตีเหนือพื้นที่อยู่อาศัยของพลเรือนในเมือง ยอห์มอร์ (Yohmor) ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา

รายงานดังกล่าวระบุว่า การใช้อาวุธชนิดนี้ในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น อาจเข้าข่ายการโจมตีแบบ “ไม่แยกแยะเป้าหมาย” (Indiscriminate Attack) ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่กำหนดให้คู่ขัดแย้งในสงครามต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนและทรัพย์สินของพลเรือน

องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า ฟอสฟอรัสขาวแม้จะถูกใช้ในทางทหารเพื่อสร้างม่านควันหรือทำเครื่องหมายเป้าหมาย แต่หากนำมาใช้ในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีประชาชนอาศัยอยู่ ย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อชีวิต สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง

นักวิชาการไทยเตือนอันตรายสูงจาก “ฟอสฟอรัสขาว”

ด้าน “ดร.สนธิ คชวัฒน์” นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จากชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า การใช้ฟอสฟอรัสขาวในสถานการณ์สงคราม โดยเฉพาะเหนือพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ถือเป็นเรื่องที่ อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากสารเคมีชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่ก่อให้เกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรงและยากต่อการควบคุม

"ดร.สนธิ" อธิบายว่า ฟอสฟอรัสขาว (White Phosphorus) เป็นสารเคมีที่กองทัพหลายประเทศใช้ในปฏิบัติการทางทหาร เช่น การสร้างฉากควัน การทำเครื่องหมายตำแหน่งเป้าหมาย หรือใช้เป็นอาวุธเพลิง อย่างไรก็ตาม การใช้ต่อเป้าหมายพลเรือนถือเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

คุณสมบัติสำคัญของฟอสฟอรัสขาวคือ สามารถลุกไหม้ได้เองทันทีเมื่อสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ และให้ความร้อนสูงมากถึงประมาณ 815–1,300 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดเปลวไฟรุนแรงและยากต่อการดับ

ผลกระทบร้ายแรงต่อร่างกายมนุษย์

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่า การสัมผัสฟอสฟอรัสขาวสามารถสร้างผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์อย่างรุนแรงในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะ 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. บาดแผลไหม้รุนแรง (Severe Burns)

ฟอสฟอรัสขาวสามารถละลายในไขมันได้ดี จึงสามารถเผาไหม้ทะลุผ่านผิวหนังลงไปถึงกล้ามเนื้อและกระดูก ส่งผลให้เกิดบาดแผลลึกและรุนแรงกว่าการถูกไฟไหม้ทั่วไป บางกรณีอาจทำลายเนื้อเยื่อจนถึงกระดูก

2. ติดแน่นและดับยาก

สารชนิดนี้มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งหรือแว็กซ์ ทำให้สามารถเกาะติดกับผิวหนัง เสื้อผ้า หรือวัตถุต่าง ๆ ได้แน่น เมื่อถูกดับหรือพยายามล้างออก หากกลับมาสัมผัสอากาศอีกครั้งก็สามารถ ลุกไหม้ซ้ำ (Re-ignite) ได้อีก ทำให้การรักษาบาดแผลมีความซับซ้อนอย่างมาก

3. พิษต่อระบบอวัยวะภายใน (Systemic Toxicity)

แม้บาดแผลภายนอกจะมีขนาดไม่ใหญ่มาก เช่น น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ร่างกาย แต่สารฟอสฟอรัสที่ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดสามารถก่อให้เกิดพิษต่ออวัยวะสำคัญ เช่น ตับ ไต และหัวใจ จนเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิตได้

นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิด ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำอย่างรุนแรง ซึ่งนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ และในกรณีรุนแรงอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้

4. อันตรายจากการสูดดมและการสัมผัสดวงตา

ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ของฟอสฟอรัสขาวมีสารประกอบกรดฟอสฟอริก ซึ่งสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจ ส่งผลให้เกิดอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก และอาจนำไปสู่ภาวะ น้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) ได้

ในขณะเดียวกัน หากสารหรือควันสัมผัสดวงตา อาจทำให้เกิดอาการปวดตารุนแรง เกิดแผลไหม้ที่กระจกตา และในบางกรณีอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร

ประเด็นกฎหมายระหว่างประเทศ

การใช้ฟอสฟอรัสขาวในพื้นที่พลเรือนยังเป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงอย่างกว้างขวางในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะภายใต้กรอบ อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบบางประเภท (Convention on Certain Conventional Weapons – CCW) ซึ่งกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้อาวุธเพลิงในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายฝ่ายมองว่า แม้ฟอสฟอรัสขาวจะไม่ถูกห้ามใช้อย่างเด็ดขาดในทุกกรณี แต่การนำไปใช้ในพื้นที่ชุมชนเมืองที่มีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมาก อาจถือเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรม ได้แก่ หลักการแยกแยะเป้าหมาย (Distinction) และ หลักการได้สัดส่วน (Proportionality)

ความกังวลด้านมนุษยธรรม

การเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจาก HRW ทำให้เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ของเลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนอาศัยอยู่หนาแน่น

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า การใช้อาวุธเพลิงในลักษณะดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน แต่ยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทั้งการปนเปื้อนสารเคมีในดิน น้ำ และอากาศ

สถานการณ์ดังกล่าวจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและประชาคมโลก ซึ่งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส และให้ทุกฝ่ายในความขัดแย้งปฏิบัติตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ