ท้องฟ้าเหนือกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน กลายเป็นสีดำทะมึน หลังจากกองทัพสหรัฐ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีโรงกลั่น และคลังเก็บน้ำมันหลายแห่งในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เปลวไฟสว่างวาบพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางกลุ่มควันที่หนาทึบจนบดบังแสงอาทิตย์ ทำให้เมืองหลวงที่มีประชากรหนาแน่นตกอยู่ในสภาพที่ดูเหมือนเข้าสู่ยุควันสิ้นโลก
สถานการณ์เลวร้ายลงอีก เมื่อมี “ฝนกรดสีดำ” เริ่มตกลงมาทั่วพื้นที่ หยดน้ำฝนเหล่านี้ ปนเปื้อนคราบน้ำมันปนเปื้อน และทิ้งรอยเขม่าดำไว้ตามอาคารบ้านเรือน รถยนต์ และระเบียงบ้าน ประชาชนรายงานว่า ทัศนวิสัยแย่มากจนต้องเปิดไฟหน้ารถแม้จะเป็นเวลาเช้าตรู่ และมีกลิ่นไหม้รุนแรงอบอวลไปทั่วทั้งเมือง
เครมาต เวย์สการามี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกระจายผลิตภัณฑ์น้ำมันแห่งชาติอิหร่าน ยืนยันว่าการโจมตีครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่คลังน้ำมัน 4 แห่ง และศูนย์โลจิสติกส์การขนส่งในเตหะราน และอัลบอร์ซ รายงานระบุว่ามีพนักงานเสียชีวิตอย่างน้อย 4-6 ราย รวมถึงคนขับรถบรรทุกน้ำมัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมากในจุดที่เกิดเหตุ
จิม เดล ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาอาวุโสจาก หน่วยบริการพยากรณ์อากาศแห่งสหราชอาณาจักร (BWS) กล่าวว่า ฝนสีดำนี้คือ ผลพวงของสงครามที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง พร้อมเตือนว่ามลพิษเหล่านี้จะสร้างปัญหาให้กับคนทั้งชาติ ทั้งในด้านการจัดหาอาหาร และวิกฤติทางการแพทย์ที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ฝนกรดสีดำ
เมื่อคลังน้ำมันระเบิด จะปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และไนโตรเจนออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการเกิดกรดซัลฟิวริก และกรดไนตริก ทันทีที่ก๊าซเหล่านี้ผสมกับน้ำ และออกซิเจนในอากาศ จะกลายเป็นฝนกรดที่มีค่า pH ต่ำกว่า 5.2 โดยในกรณีรุนแรงอาจลดลงถึงระดับ 4.0-4.4 ซึ่งต่างจากน้ำฝนปรกติที่มีค่า pH ประมาณ 5.6
นอกเหนือจากฝนกรดแล้ว ฝนสีดำที่ตกลงมาในเตหะรานยังมีสารไฮโดรคาร์บอน และ “PM2.5” อนุภาคฝุ่นละเอียดขนาดเล็กปนมาด้วย อีกทั้งยังมีสารก่อมะเร็งกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons - PAHs) รวมถึงอาจมีโลหะหนักที่ระเหยจากวัสดุก่อสร้างที่ถูกทำลายสะสมในอากาศ
ความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้น จะทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งแม่น้ำ และทะเลสาบเปลี่ยนสภาพไปจนสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ไม่ได้ หากค่า pH ในน้ำลดลงต่ำกว่า 5 ปลาส่วนใหญ่จะตาย และเมื่อลดลงถึงระดับ 4 ทะเลสาบจะถือว่าเป็น “แหล่งน้ำตายแล้ว” เพราะไม่เหลือสิ่งมีชีวิตชนิดใดรอดอยู่
ขณะเดียวกัน ฝนกรดจะทำให้แคลเซียมในดิน ซึ่งสารอาหารที่จำเป็นต่อพืชลดลง พร้อมกระตุ้นให้อะลูมิเนียม ที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตถูกปล่อยออกมาสู่แหล่งน้ำได้ง่ายขึ้น กระบวนการนี้ทำลายความสมดุลของระบบนิเวศ และส่งผลเสียต่อพืชพรรณที่พยายามเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อน
นอกจากนี้ ฝนกรดจะเข้าไปทำลายชั้นแว็กซ์ที่ปกป้องใบไม้ ทำให้พืชอ่อนแอ สังเคราะห์แสงได้ไม่ดี และเสี่ยงต่อการยืนต้นตาย จิม เดลเน้นย้ำว่า ฝนสีดำนี้จะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย และถูกทำลาย ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต
สถาปัตยกรรม และโครงสร้างเมืองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะอาคารที่ทำจากหินปูน และหินอ่อนซึ่งจะถูกกรดกัดกร่อนได้ง่าย ปฏิกิริยาเคมีจะเปลี่ยนแคลเซียมคาร์บอเนตให้กลายเป็นสารที่ละลายน้ำได้ และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อสภาวะโลกร้อน
อันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์
สภากาชาดอิหร่าน ออกประกาศเตือนประชาชน ถึงอันตรายจากฝนกรด ที่มีความเป็นกรดสูง และมีสารพิษปนเปื้อน จากการเผาไหม้น้ำมันดิบปริมาณมหาศาล ทำให้หยดน้ำฝนมีความเป็นพิษต่อผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง
ตอนนี้ ชาวอิหร่านเริ่มรายงานอาการปวดศีรษะ หายใจลำบาก และมีอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงที่ดวงตา และลำคอหลังจากสัมผัสกับกลุ่มควัน และฝนพิษ โดยการสูดดมก๊าซพิษ และฝุ่นเขม่าเหล่านี้ เข้าไปจะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจในระยะสั้นอย่างทันที
ในระยะยาว การสูดดมอนุภาค PM2.5 จะทำให้สารพิษเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ซึ่งเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของสภาวะทางประสาท เช่น ความบกพร่องทางสติปัญญา และโรคหลอดเลือดหัวใจที่อาจตามมาหลังจากได้รับมลพิษสะสม
กลุ่มประชากรเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดหรือหัวใจ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติหลายเท่า หากหญิงตั้งครรภ์ได้มลพิษทางอากาศปริมาณมาก อาจส่งผลให้ทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์
ดร.ชาห์ราม คอร์ดาสตี ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา เตือนว่าก๊าซพิษ และฝุ่นละอองขนาดเล็กจะทำให้อาการของผู้ป่วยโรคหอบหืดรุนแรงขึ้น สารประกอบเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายปอด แต่ยังส่งผลกระทบต่อหัวใจ และเพิ่มความเสี่ยงในกระบวนการทำงานของเลือด
มาตรการป้องกัน
ทางการอิหร่านแนะนำให้ประชาชนพักอยู่แต่ในอาคาร และปิดประตูหน้าต่างให้สนิทเพื่อลดการสัมผัสกับอากาศภายนอก นอกจากนี้ยังสั่งห้ามใช้เครื่องปรับอากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการดูดเอาอนุภาคพิษ และหยดละอองกรดจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร
ส่วนสภากาชาด แนะนำให้ประชาชนใช้สารละลายน้ำเกลือล้างทำความสะอาดจมูกและลำคอ เพื่อขจัดเขม่าดำ และอนุภาคพิษที่อาจติดค้างอยู่ หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมหน้ากากอนามัย และรีบทำความสะอาดร่างกายทันทีหากสัมผัสกับน้ำฝน เพื่อลดความเสี่ยงต่อผิวหนัง นอกจากนี้จำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ร่ม เพื่อลดการสัมผัสกับมลพิษที่ตกค้าง
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานรวมถึงโรงกลั่นน้ำจืดบนเกาะเกชม์ เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย การทำลายระบบพลังงานไม่เพียงแต่สร้างมลพิษ แต่ยังทำให้ประชาชนในหมู่บ้านหลายแห่งขาดแคลนน้ำดื่ม
ขณะที่ มุฮัมมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านเตือนว่า ผลกระทบจากการโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันจะส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นคือหลักฐานชัดเจนว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้ทำลายเพียงแค่สิ่งแวดล้อม แต่กำลังกัดกร่อนเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
ฝนกรด และควันดำที่ปกคลุมเตหะราน ถือเป็นหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นพร้อมกับไฟสงคราม แม้ว่าสุดท้ายแล้วกลุ่มควันมีวันจางหายไป แต่ไม่ได้หมายความว่ากลับเข้าสู่ภาวะปกติ มลพิษเหล่านี้จะยังคงอยู่ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และระบบนิเวศไปอีกนาน และเป็นสิ่งยืนยันว่า สงครามไม่เคยผลดีกับใครเลย
ที่มา: CNN, Earth, Fortune, GB News, Live Science, The Conversation, The Guardian, Times of Israel
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





